ผลกระทบเอลนีโญ: ถ้าโลกร้อนนานเกินไป อะไรจะแพงก่อน?

17 ก.ย. 2569 - 11:03

  • FAO เตือนดัชนีราคาอาหารโลกเดือน ส.ค. แตะ 133.3 จุด สูงสุดนับตั้งแต่ พ.ย. 2022 เผย “ค่าความเสี่ยง” สภาพอากาศที่เริ่มบวกเพิ่มในราคาอาหาร

  • 5 สินค้าเสี่ยงสูงสุด “ข้าว น้ำตาล น้ำมันปาล์ม โกโก้ และกาแฟ” ผลผลิตดิ่งและราคาพุ่ง จากภัยแล้งและคลื่นความร้อนในแหล่งผลิตหลัก

  • WMO ชี้ปรากฏการณ์แปซิฟิกร้อนจัดมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะยืดเยื้อถึงปี 2027 บีบให้โลกต้องเร่งปรับตัวสู่เกษตรเท่าทันภูมิอากาศ

ผลกระทบเอลนีโญ: ถ้าโลกร้อนนานเกินไป อะไรจะแพงก่อน?

คนไทยเราคุ้นกับวลี “รวยกระจุก จนกระจาย” ก่อนจะมีภาคต่อ “รวยไม่ไหว”

 แต่ครั้งนี้ต้องพลิกลิ้นกันแล้ว เพราะวิกฤตใหม่จากภัยธรรมชาติที่ “ร้อนไม่ไหว” ส่งให้โลกและไทยรู้จักคำใหม่ … “ร้อนกระจุก จนกระจาย”

SPACEBAR พาเจาะผลกระทบเอลนีโญรุนแรงในรอบทศวรรษ เพื่อค้นหาคำตอบที่ใกล้ตัวเราว่า...ถ้าโลกร้อนนานเกินไป อะไรจะแพงก่อน? โดยอิงข้อมูลจากดัชนีราคาอาหารของ FAO ที่ทะยานสูงขึ้นเท่าที่เคยมีในรอบหลายปี

“ดัชนีราคาอาหารโลก (FFPI) เดือนสิงหาคม 2026 เฉลี่ยอยู่ที่ 133.3 จุด ขยับขึ้น 1.9% (เพิ่มขึ้น 2.5 จุด) จากเดือนกรกฎาคม การปรับขึ้นรอบนี้กระจายตัวไปในสินค้าอาหารทุกกลุ่ม แต่เพิ่มขึ้นมากน้อยแตกต่างกันไป ทั้งนี้ แม้ราคาจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ 2.5% แต่ภาพรวมยังคงต่ำกว่าระดับราคาสูงสุดสถิติโลกเมื่อมีนาคม 2022 อยู่ที่ 16.8%”

ข้อมูลจากหน่วยงานแห่งสหประชาชาติ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ระบุ

green-space-wmo-issues-red-alert-exceptionally-strong-el-nino-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า...ปรากฏการณ์อุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นผิดปกติ ณ ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกอันห่างไกล มันจะเดินทางมาถึง “ตะกร้าช้อปปิ้ง” หรือ “จานข้าว” ในมื้ออาหารหลักของเราได้อย่างไร?

คำตอบไม่ได้ซับซ้อน แถมนับวันยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ออกมากระตุ้นเตือนว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ (El Niño)” ได้ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน และมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะพัฒนาเป็น El Niño Very Strong ซึ่งส่งผลกระทบลากยาว (ร้อน-แล้ง) ไปจนถึงต้นปี 2027

green-space-el-nino-climate-inflation-food-prices-3.jpg

ภาพสะท้อนแรกที่เด่นชัดที่สุด ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์ที่พุ่งสูง แต่เป็นดัชนีราคาอาหารโลก (FAO Food Price Index) ประจำเดือนสิงหาคม ซึ่ง FAO รายงานว่าพุ่งแตะ 133.3 จุด ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุด

sustainability-climate-crisis-hikes-food-prices-worsens-life-SPACEBAR-Photo01.jpg

นี่ไม่ใช่เรื่องของสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แต่มันคือวิกฤต Risk Premium (ค่าความเสี่ยง) ที่กำลังถูกคิดบวกเข้าไปในต้นทุนอาหารของคนทั้งโลก เมื่อ “ความร้อน extreme” สั่งการให้ผลผลิตเกษตรหยุดชะงัก และนี่คือ 5 สินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐาน ที่กำลังเรียงคิวปรับราคาขึ้นเป็นกลุ่มแรก หากวิกฤตโลกร้อนและเอลนีโญยังคงลากยาว

1. ข้าว คาร์โบไฮเดรตหลักของโลก

เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของคนครึ่งโลก ทว่า นี่คือพื้นที่แรกๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากับฝนทิ้งช่วงอย่างหนักหน่วงจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ”

สัญญาณอันตรายสะท้อนผ่านการประเมินของ ธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า

หากเอลนีโญทวีความรุนแรง อาจฉุดให้ผลผลิตข้าวในภูมิภาคนี้ร่วงลงถึง 20–50%

เราเคยเห็นบทเรียนนี้แล้วเมื่อครั้งยักษ์ใหญ่อย่างอินเดีย ประกาศจำกัดการส่งออกข้าวเพื่อความมั่นคงภายในประเทศ และเมื่อไรก็ตามที่ห่วงโซ่อุปทานข้าวตึงตัว นั่นหมายถึง ความมั่นคงทางอาหาร ของประชากรโลกหลายพันล้านคนที่เริ่มสั่นคลอน

อินเดียสั่งห้ามการส่งออกน้ำตาลเพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลสำหรับใช้ภายในประเทศ
อินเดียสั่งห้ามการส่งออกน้ำตาลเพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลสำหรับใช้ภายในประเทศ

2. น้ำตาล ความหวานที่อาจกลายเป็นขม

อ้อยเป็นพืชกระหายน้ำ สภาพอากาศที่ร้อนจัดและภัยแล้งยาวนานในแหล่งเพาะปลูกหลัก จึงเปรียบเสมือนการตัดวงจรการเจริญเติบโตของอ้อยโดยตรง

เมื่อปริมาณอ้อยเข้าสู่โรงหีบลดลง ราคาน้ำตาลในตลาดโลกจึงดีดตัวรับข่าวก่อนเพื่อน ผลกระทบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “น้ำตาลทรายถุง” ในตลาดสด แต่จะซึมลึกและส่งแรงกระแทกเป็นลูกคลื่นเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ขนมหวาน และสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบทุกประเภทในซูเปอร์มาร์เก็ต

3. น้ำมันปาล์ม วัตถุดิบที่ซ่อนอยู่ในทุกอย่าง

อินโดนีเซียและมาเลเซีย ครองสัดส่วนการผลิตน้ำมันปาล์มรวมกันสูงถึง 85% ของโลก ทว่า ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนที่ลดลง

น้ำมันปาล์มคือน้ำมันพืชที่มีประสิทธิภาพการผลิตต่อพื้นที่สูงที่สุด และเป็นวัตถุดิบสารพัดประโยชน์ ตั้งแต่น้ำมันทอดอาหาร บิสกิต สบู่ แชมพู ไปจนถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เมื่อภัยแล้งขู่ทำลายผลผลิตปาล์ม แรงกดดันด้านราคาจึงดันให้ดัชนีกลุ่มน้ำมันพืชพุ่งสูงขึ้น และจะถูกผลักภาระมายังผู้บริโภคในท้ายที่สุด

4. โกโก้ ภัยแล้งซ้ำเติมต้นไม้ชราภาพ

หัวใจการผลิตโกโก้ของโลกอยู่ที่แอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะในไอวอรีโคสต์และกานา ปัญหาของพื้นที่นี้ซับซ้อนกว่าแค่เรื่องฟ้าฝน เพราะต้นโกโก้ส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้เข้าสู่ “ภาวะชราภาพ”

เมื่อต้นไม้มีอายุมาก ขีดความสามารถในการทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้วอย่างภัยแล้งและความร้อนจัดจึงลดลงอย่างมหาศาล สภาพอากาศที่ผันผวนเพียงเล็กน้อยก็พร้อมจะทำให้ผลผลิตโกโก้ดิ่งลงเหว ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบช็อกโกแลตในตลาดโลกผันผวนและทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง

green-space-arabica-coffee-hybrid-genetics-brazil-climate-change-SPACEBAR-Hero.jpg

5. กาแฟ พืชที่อ่อนไหว

ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟโรบัสต้าจากเวียดนาม ผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก คิดเป็น 17% ของผลผลิตโลก หรืออาราบิก้าจากละตินอเมริกา ต่างกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงเดียวกัน

พืชกาแฟเป็นพืชที่อ่อนไหวต่ออุณหภูมิและความชื้นสูงมาก สภาพอากาศที่ร้อนแห้งผิดฤดูกาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือฝนที่ตกผิดเวลาในอเมริกาใต้ ล้วนตัดโอกาสการออกดอกและติดผลของกาแฟ ซึ่งหมายความว่า “แก้วโปรด” ในมื้อเช้าของเรา อาจกลายเป็นความเพลิดเพลินที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

บทสรุปเชิงวิเคราะห์

Green Action ที่ต้องเร่งทำ ก่อนความยากจนทางอาหารจะมาเยือน

การที่ดัชนีราคาอาหารของ FAO ไต่ระดับขึ้นไปแตะ 133.3 จุด ไม่ใช่เรื่องของวัฏจักรเศรษฐกิจตามปกติ แต่มันคือ “วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis)” ที่เริ่มสำแดงฤทธิ์เดชผ่านราคาอาหาร เมื่อเอลนีโญผนวกเข้ากับภาวะโลกร้อน (Global Warming) และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานอาหาร (Food Supply Chain) จึงกลายเป็นจุดเปราะบางที่สุดของมนุษยชาติ

sustainability-climate-crisis-hikes-food-prices-worsens-life-SPACEBAR-Hero.jpg

ทางออกที่ยั่งยืน หรือ Sustainability Solution อาจหยุดอยู่แค่นโยบายแทรกแซงราคาของภาครัฐในระยะสั้น ซึ่งความจริงเวลานี้ต้องเร่งยกย่องและปรับเปลี่ยนไปสู่ เกษตรกรรมเท่าทันภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture) การพัฒนาสายพันธุ์พืชที่ทนแล้ง ระบบการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตร เพราะหากเรายังปล่อยให้อุณหภูมิโลกทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ “เอลนีโญ” ในครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชั่วคราว... แต่จะเป็น “บรรทัดฐานใหม่ (New Normal)”  ที่ทำให้คำว่า “อาหารแพง” กลายเป็นเรื่องจริงที่เราทุกคนต้องยอมรับโดยดุษณี และควักเงินจ่าย แพงขึ้นในทุกๆ มื้อ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์