“ค้าปลีกเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพสร้างการเปลี่ยนแปลงได้กว้างที่สุด”
คุณศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร” และ “โลตัส” และในฐานะรองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เกริ่นนำก่อนกล่าวปาฐกถา The Power of Retail to Drive Climate Action พลังค้าปลีกเพื่อโลกยั่งยืน ในงาน GCNT Expo 2026 หนึ่งในเวทีรวมพลังเครือข่ายความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขับเคลื่อนเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Action จึงเป็นทางรอดหลักที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง “ธุรกิจค้าปลีกไทย” กลายเป็นเวทีขับเคลื่อนความยั่งยืนที่ทรงพลัง สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะในมิติการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (SDG 12) และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13)
ทำไม “ธุรกิจค้าปลีก” จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ของระบบนิเวศ?
“ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 386 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี”
— ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)
ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากบริษัทค้าปลีกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และเปิดเผยข้อมูลนั้น อยู่ที่สัดส่วนประมาณ 2% เท่านั้น และเมื่อคำนวณรวมกลุ่มค้าปลีกท้องถิ่นและพาณิชยกรรมทั้งหมดทั่วประเทศ ตัวเลขรวมจะอยู่ที่ประมาณ 2-6% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ
แม้สัดส่วนการปล่อยก๊าซโดยตรงของธุรกิจค้าปลีกจะดูไม่สูงนัก แต่บทบาทที่น่าสนใจคือ ตำแหน่งของธุรกิจค้าปลีกอยู่ตรงกลางใน ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก เชื่อมโยงระหว่างซัพพลายเออร์และผู้ผลิตฝั่งต้นน้ำนับหมื่นราย กับผู้บริโภคฝั่งปลายน้ำอีกกว่า 40 ล้านราย การอยู่ตรงกลางของห่วงโซ่คุณค่าทำให้ธุรกิจค้าปลีกมีอิทธิพลอย่างสูงในการกำหนดทิศทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผู้ผลิตและปรับพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน

เจาะลึกสมการปล่อยก๊าซ วิกฤตซ่อนตัวใน Scope 3 สูงถึง 96%
เมื่อแยกประเภทการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล จะพบภาพสะท้อนที่น่าสนใจว่าการดำเนินงานภายในของห้างร้านเอง (Scope 1 และ Scope 2) มีสัดส่วนแค่ 4% ซึ่งนับว่าน้อยมาก ดังนี้
- Scope 1 การปล่อยโดยตรง เช่น แก๊สและไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการอบเบเกอรี่ หรือการใช้รถยนต์ขนส่งของบริษัทเอง รวมถึงสารทำความเย็น
- Scope 2 การปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ใช้ เช่น การซื้อกระแสไฟฟ้าเข้ามาใช้ขับเคลื่อนระบบปรับอากาศ ตู้แช่ และตู้เย็นที่ต้องเปิดทำงานในแต่ละวัน
- Scope 3 การปล่อยทางอ้อม มีสัดส่วนสูงถึง 96% เกิดจากสินค้าที่ธุรกิจค้าปลีกซื้อมาจัดจำหน่าย แม้ธุรกิจไม่ได้ปล่อยก๊าซเหล่านี้เองโดยตรง แต่เกิดจากกระบวนการผลิตและการใช้ไฟฟ้าของผู้ผลิต ตลอดจนกิจกรรมเดลิเวอรีส่งสินค้าถึงมือผู้ซื้อ
ในอนาคตเมื่อพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.Climate Change) มีผลบังคับใช้ ธุรกิจค้าปลีกมีหน้าที่รายงานการปล่อยก๊าซฯ ในกลุ่ม Scope 1 และ Scope 2 ในขณะที่รายงาน Scope 1 และ 2 ของผู้ผลิตต้นน้ำ ก็จะกลายมาเป็นข้อมูล Scope 3 ของฝั่งค้าปลีกเช่นกัน

ถอดสูตร Circular Economy
ปฏิบัติการ “Zero Waste to Landfill” และกลยุทธ์ “พีระมิดหัวกลับ” ของซีพี แอ็กซ์ตร้า
หนึ่งในมิติสำคัญของความยั่งยืนในธุรกิจค้าปลีก คือการบริหารจัดการของเสีย (Waste Management) โดยเฉพาะขยะอาหาร (Food Waste) และขยะพลาสติก
“ขยะอาหารเพียง 1 ตัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 700 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (หรือ 0.7 ตัน) ในความเป็นจริง เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความสูญเสียนี้เกิดขึ้นเลย หากเราเริ่มบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง”
— คุณศิริพร กล่าว
CP AXTRA จึงได้พัฒนาสาขาต้นแบบการจัดการขยะครบวงจรภายใต้แนวคิด “Zero Waste to Landfill” โดยใช้กลยุทธ์ “พีระมิดหัวกลับ” ที่ยึดหลักการ 3 คำสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้แก่
1. Measure (วัดผลอย่างแม่นยำ)
การระบุให้ได้ว่าขยะหรืออาหารส่วนเกินในแต่ละกิโลกรัมนั้นมาจากส่วนใด เป็นขยะประเภทไหน และกำลังจะถูกส่งต่อไปยังที่ใด เพื่อการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
2. Prevent (ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง)
การป้องกันไม่ให้เกิดขยะถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ อาทิ
• นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ช่วยยืดอายุอาหาร การใช้ถุงเจาะรูเพื่อชะลอการเน่าเสีย ช่วยยืดอายุผักและผลไม้จากเดิม 3 วัน เป็น 7-14 วัน การเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์สุญญากาศแบบ Skin Pack ป้องกันออกซิเจนสัมผัสเนื้อสัตว์เพื่อคงคุณภาพได้นานขึ้น จากเดิม 3 วัน เพิ่มเป็น 21 วัน ตลอดจนการออกแบบบรรจุภัณฑ์กล่องพิเศษสำหรับผลไม้ฤดูกาลเพื่อลดแรงกระแทกและรอยช้ำระหว่างจัดวาง
• Demand Forecast System การใช้ระบบประมวลผลอัจฉริยะจากประวัติยอดขายย้อนหลัง แผนโปรโมชันส่งเสริมการขาย ตลอดจนสภาพอากาศพยากรณ์ (Weather Pattern) เพื่อให้สาขาสั่งซื้อสินค้าในปริมาณที่เหมาะสมที่สุด ไม่เกิดสินค้าตกค้างจนกลายเป็นขยะอาหาร ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนทางธุรกิจอย่างแท้จริง

3. Divert (การเบี่ยงเบนเส้นทางขยะ)
เมื่อป้องกันอย่างดีที่สุดแล้วแต่ยังมีขยะเกิดขึ้น ระบบจะทำการคัดแยกออกเป็น 3 ประเภทเพื่อสร้างมูลค่าใหม่ คือ
• อาหารส่วนเกิน (ที่ยังไม่หมดอายุและคุณภาพดี) ส่งต่อเข้าสู่โครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” ที่สนับสนุนมื้ออาหารกว่า 1,413,215 มื้อ มูลค่า 71 ล้านบาท สำหรับอาหารที่ไม่สามารถบริโภคได้แล้วจะนำไปเป็นอาหารสัตว์ในศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ หรือส่งให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงปลาและเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF สนับสนุนเกษตรกรกว่า 300 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท
• ขยะรีไซเคิล กล่องกระดาษและกล่องลัง จะถูกส่งกลับไปแปรรูปเป็นกล่องพัสดุใหม่ ส่วนฟิล์มยืดพันลังสินค้าจะถูกรีไซเคิลกลับมาเป็นถุงขยะวางจำหน่ายในห้างแม็คโครและโลตัสอีกครั้ง
• ขยะกำพร้า ถูกแปลงสภาพนำไปใช้เป็นวัสดุเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
“ด้วยระบบการจัดการที่เข้มข้นนี้ ทำให้ในปีที่ผ่านมา CP AXTA สามารถช่วยลดปริมาณขยะไปสู่หลุมฝังกลบได้มากกว่า 75,973 ตัน เป็นส่วนของขยะอาหาร 16,010 และขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ 59,936 ตัน ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 179,619 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า”
— ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร CP AXTRA ระบุ
นวัตกรรมเปลี่ยนโลกข้ามอุตสาหกรรม
จาก “น้ำมันทอดปลา” สู่ “น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน”
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เป็นการขยับตัวครั้งสำคัญ คือการทำงานร่วมกันข้ามอุตสาหกรรมระหว่างธุรกิจค้าปลีกและกลุ่มปิโตรเคมี โดยโลตัสได้ร่วมมือกับ PTTGC และ Global Green Chemical (GGC) นำน้ำมันใช้แล้วจากบริการทอดปลาฟรีภายในห้างประมาณ 300,000 ลิตรต่อปี เข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็น SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันอากาศยานยั่งยืน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมการบิน ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกก็ลดภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน “พลาสติกคืนค่า” และการตั้งตู้รับคืนขวดพลาสติกอัตโนมัติ (RVM - Reverse Vending Machine) ช่วยเก็บขวดพลาสติกกลับเข้าระบบไปแล้วกว่า 6.9 ล้านขวด โดยในปี 2026 มีเป้าหมายเก็บคืนให้ได้ 10.5 ล้านขวด มีการขยายจุดรับคืนไปยังคอนโดมิเนียมกว่า 40 แห่ง และโรงเรียนหลายร้อยแห่ง มีโครงการสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนสะสมขวดพลาสติกครบ 60 ขวด แลกรับถุงเท้าฟรี 1 คู่ เป้าหมายสูงสุดคือการตั้งจุดเก็บกลับคืนให้ครบ 1,000 จุดภายในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการสำเร็จแล้ว 830 จุด สำหรับขวดพลาสติก rPET เหล่านี้จะถูกแปรสภาพเป็นสิ่งของที่มีคุณค่า เช่น เสื้อสะท้อนแสงสำหรับพนักงานกวาดขยะของ กทม. และชุดนักเรียน เพื่อส่งต่อให้แก่ชุมชนต่อไป

Climate Actions 5 เสาหลักขับเคลื่อนค้าปลีกไทยสู่ความยั่งยืน
ในฐานะฐานะรองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย คุณศิริพรได้เสนอ 5 Climate Actions ที่ต้องการผลักดันให้ห้างร้านกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศทำร่วมกันเพื่อสร้าง Impact ระดับประเทศ ประกอบด้วย
1. Renewable Energy (พลังงานหมุนเวียน) การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณสูงมาก
2. Refrigerants (สารทำความเย็นที่เป็นมิตร) การปรับปรุงเทคโนโลยีระบบทำความเย็นและเปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็นที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำเพื่อลดผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ
3. Green Logistics (ระบบขนส่งสีเขียว) การพัฒนากระบวนการขนส่งและการกระจายสินค้าที่ประหยัดพลังงานและปล่อยมลพิษต่ำ
4. Food Waste (การจัดการขยะอาหาร) การประยุกต์ใช้โมเดล “พีระมิดหัวกลับ” เพื่อบริหารจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบร่วมกันในทุกห้างร้าน
5. Packaging Return (การเก็บกลับบรรจุภัณฑ์) การสร้างจุดส่งคืนและกระบวนการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกและกระดาษกลับเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียน

เมื่อยักษ์ใหญ่ไม่ได้มองแค่ผลกำไร แต่โฟกัสไปที่ Climate Action
กุญแจสำคัญของความสำเร็จด้านความยั่งยืนในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) แบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์และการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทำให้เราเห็นถึงพลังของ “ธุรกิจค้าปลีก” ในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้คนนับล้าน หากได้รับความร่วมมือร่วมใจกันจากทุกห้างร้านและผู้บริโภค การลงมือทำเพื่อรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Action ของประเทศไทย จะไม่ได้เป็นเพียงแค่เป้าหมายบนกระดาษ แต่จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับโลกที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง





