ไฟป่าอินโดฯ เผา 1.3 ล้านไร่ไหม้เกรียม คนล้มป่วย-สัตว์ป่าหนีตาย ภาคใต้ไทยรับมลพิษข้ามแดน

2 ก.ย. 2569 - 07:17

  • Super El Niño ทำพิษ เร่งไฟป่าเผาพื้นที่ 1.3 ล้านไร่ในสุมาตรา–กาลิมันตัน

  • ไฟป่าอินโดนีเซียปล่อยคาร์บอน 17.1 ล้านตันใน 7 วัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาล 429% ควันพิษกลายเป็นวิกฤตสุขภาพ

  • หมอกควันเดินทางข้ามพรมแดนในภูมิภาค กระทบภาคใต้ของไทยซึ่งอยู่ในแนวทิศทางลม

ไฟป่าอินโดฯ เผา 1.3 ล้านไร่ไหม้เกรียม คนล้มป่วย-สัตว์ป่าหนีตาย ภาคใต้ไทยรับมลพิษข้ามแดน

Super El Niño ซ้ำเติมไฟป่าอินโดนีเซีย ปล่อยคาร์บอน 17.1 ล้านตันในสัปดาห์เดียว ควันพิษก่อวิกฤตสุขภาพคน-อุรังอุตังป่วยหนัก ขณะที่ไทยตอนล่างรับมลพิษข้ามพรมแดน

ไฟป่าอินโดนีเซียเข้าสู่ช่วงวิกฤต

อินโดนีเซียกำลังเผชิญฤดูไฟป่าที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังไฟปะทุหนักในพื้นที่เกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนและแห้งจากปรากฏการณ์ El Niño ที่รุนแรง ส่งผลให้ไฟลุกลามในพื้นที่ป่าและพื้นที่พรุ ขณะที่ควันพิษเริ่มขยายผลกระทบออกนอกพื้นที่เกิดเหตุและกลายเป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดนของภูมิภาค

ข้อมูล FireWatch ระบุว่าตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 24 สิงหาคม พื้นที่ที่ถูกไฟเผาในสุมาตราและกาลิมันตันรวมมากกว่า 200,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 1.3 ล้านไร่ ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงป่าไม้อินโดนีเซีย ระบุว่าช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วอย่างน้อย 202,010 เฮกตาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงครึ่งปีแรก

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขสะสม คือความเร็วของไฟที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีพื้นที่ถูกไฟเผาเกือบ 95,000 เฮกตาร์ในเดือนเดียว สูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และเกือบเท่ากับพื้นที่เสียหายในช่วง 6 เดือนแรกของปีรวมกัน ขณะที่เดือนสิงหาคมตรวจพบจุดความร้อนมากกว่า 9,000 จุด สูงกว่า 5,077 จุดในเดือนเดียวกันของปี 2015 แม้ยังต่ำกว่าสถิติสูงสุดของปีนั้นก็ตาม

นี่จึงไม่ใช่ภาพของไฟป่าที่กำลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เป็นฤดูไฟป่าที่กำลังเร่งตัวขึ้นในช่วงเวลาที่สภาพอากาศเอื้อให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

Super El Niño ไม่ได้จุดไฟแต่กำลังเร่งไฟ

ตัวแปรสำคัญของปีนี้คือ El Niño ซึ่งมีความรุนแรงจนถูกเรียกในรายงานเรียกว่า “Super El Niño” ในทางวิทยาศาสตร์ต้องแยกให้ชัดว่า El Niño ไม่ใช่ต้นเหตุที่จุดไฟ แต่เป็นตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ฝนที่ลดลง และความชื้นในดินที่ลดต่ำลง ทำให้เชื้อเพลิงตามธรรมชาติแห้งและไฟลุกลามง่ายขึ้น  โดยเฉพาะพื้นที่พรุในกาลิมันตันและสุมาตรา ซึ่งเมื่อถูกระบายน้ำจนแห้ง พื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ ไฟสามารถคุกรุ่นลงไปใต้ผิวดินและลุกลามต่อเนื่อง แม้ไฟบนพื้นผิวจะถูกดับไปแล้วก็ตาม

ปัจจัยด้านสภาพอากาศจึงกำลังมาบรรจบกับปัจจัยจากกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการเผาเพื่อเปิดพื้นที่เกษตร การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการจัดการพื้นที่พรุที่ไม่เหมาะสม

ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “เป็นอันตรายต่อสุขภาพ”

ข้อมูลการตรวจวัดจาก IQAir ระบุว่ามลพิษทางอากาศในบางพื้นที่ของจังหวัดกาลิมันตันกลางและกาลิมันตันตะวันตก บนเกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย แตะระดับ “เป็นอันตราย” แล้ว หลังเกิดเหตุไฟป่าหลายสิบแห่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) เมืองปาลังการายา ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดในหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยมีดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) สูงถึง 780 ณ เวลาเที่ยงวัน

ขณะเดียวกัน เมืองปอนเตียนัก ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก ตามมาเป็นอันดับสองด้วยค่า AQI ที่ 593 ทั้งนี้ ค่า AQI ที่สูงกว่า 300 ถือว่าเป็นระดับที่เป็นอันตราย

ควันพิษกลายเป็นวิกฤตสุขภาพของคนอินโดนีเซีย

ดันเต ซักโซโน ฮาร์บูโวโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยว่ามีประชาชนมากกว่า 5 ล้านคนบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากหมอกควันพิษที่เกิดจากไฟป่าหลายสิบแห่งทั่วทั้งหมู่เกาะอันกว้างใหญ่

“ประชาชนประมาณ 13,500 คนที่เข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย ระบุ

ไฟป่าจึงไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบริเวณที่เปลวไฟลุกไหม้ แต่กำลังสร้างปัญหาสุขภาพให้กับประชาชนในวงกว้าง ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ โรงเรียนจำนวนมากต้องปรับการเรียนการสอนเป็นระบบออนไลน์ ขณะที่ควันและทัศนวิสัยที่ลดลงกระทบต่อการเดินทางทางอากาศและชีวิตประจำวันของประชาชน

ที่ ปอนเตียนัก เมืองสำคัญของกาลิมันตันตะวันตก ทัศนวิสัยลดต่ำลงจนกระทบการให้บริการเที่ยวบิน ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคสนามต้องทำงานท่ามกลางควันหนาแน่นและข้อจำกัดด้านน้ำสำหรับการดับไฟ

ทั้งหมดสะท้อนว่าไฟป่ากำลังเปลี่ยนจากภัยพิบัติในพื้นที่ชนบท ไปเป็นวิกฤตคุณภาพอากาศที่กระทบเมือง เศรษฐกิจ และบริการสาธารณะ

indonesia-bromo-tengger-semeru-national-park-wildfire-2025-1.jpeg

คาร์บอนทะยาน 17.1 ล้านตันใน 7 วัน

อีกตัวเลขที่สะท้อนความรุนแรงของไฟป่าปีนี้คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ข้อมูล Copernicus ระบุว่า ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ไฟป่าอินโดนีเซียปล่อยคาร์บอนประมาณ 17.1 ล้านเมตริกตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลถึง 429% และเป็นการปล่อยจากไฟป่าที่สูงเป็นอันดับสองของโลกในช่วงเวลาดังกล่าว รองจากรัสเซีย

ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าเรื่องการปล่อยคาร์บอนเพียงอย่างเดียว เพราะพื้นที่พรุและป่าที่ควรทำหน้าที่เป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน เมื่อไฟเผาผลาญทั้งพืชพรรณและอินทรียวัตถุที่สะสมอยู่ในดิน

จึงเกิดวงจรที่น่ากังวล อากาศร้อนและแห้ง → พรุแห้ง → ไฟเพิ่ม → คาร์บอนเพิ่ม → ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น → ความเสี่ยงไฟในอนาคตเพิ่มขึ้น

อุรังอุตังหนีไฟ แต่หนีควันไม่พ้น

ผลกระทบที่สะเทือนต่อระบบนิเวศมากที่สุดกำลังเกิดขึ้นกับสัตว์ป่า ในจังหวัดกาลิมันตันซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เกษตรกรพบอุรังอุตังเพศผู้ตัวหนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ในสวนปาล์มน้ำมันใกล้พื้นที่ไฟไหม้ ก่อนแจ้งทีมช่วยเหลือสัตว์ป่าเข้าช่วยเหลือ

อุรังอุตังตัวนี้ถูกตั้งชื่อว่า “Sampurna” อายุประมาณ 20 ปี ทีมสัตวแพทย์พบว่ามีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำจากควันหนาแน่น มีอาการหายใจลำบากและอาเจียน ต้องให้ออกซิเจนและสารน้ำก่อนนำเข้าสู่ศูนย์ฟื้นฟู

และ Sampurna ไม่ใช่กรณีเดียว เพราะขณะนี้มีอุรังอุตังถูกช่วยเหลือจากผลกระทบของไฟป่าแล้วอย่างน้อย 7 ตัว

ผลกระทบต่อสัตว์ป่าจึงไม่ได้จบลงเมื่อไฟดับ เพราะการสูญเสียพื้นที่ป่าหมายถึงการสูญเสียแหล่งอาหาร แหล่งหลบภัย และถิ่นที่อยู่อาศัย สำหรับสัตว์ที่มีพื้นที่หากินจำกัดอย่างอุรังอุตัง ไฟป่าจึงหมายถึงการถูกบีบให้เข้าใกล้พื้นที่เกษตรและชุมชนมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดอาหาร การบาดเจ็บ และความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า

ควันข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียถึงไทย

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ อ.เบตง จ.ยะลา วัดได้ 23 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง

แม้ไฟป่าจะอยู่ในอินโดนีเซีย แต่ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นเขตแดน ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หมอกควันจากไฟในสุมาตราและกาลิมันตันเคลื่อนตัวตาม “ทิศทางลม” เข้าสู่พื้นที่ของมาเลเซีย และทำให้เกิดปัญหาคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของภูมิภาค ขณะที่ ASMC ยังคงติดตามสถานการณ์หมอกควันใน Southern ASEAN อย่างใกล้ชิด

สำหรับประเทศไทย พื้นที่ที่ต้องจับตาคือภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นทางการเคลื่อนตัวของมวลอากาศจากสุมาตราและคาบสมุทรมลายู ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้สั่งติดตามสถานการณ์หมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานวิชาการในภาคใต้ติดตามการเคลื่อนตัวของมวลอากาศและฝุ่นจากพื้นที่ไฟในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการติดตามคุณภาพอากาศและแบบจำลองการเคลื่อนตัวของมวลอากาศช่วงปลายเดือนสิงหาคมชี้ว่า คุณภาพอากาศในภาคใต้มีความผันผวนตามทิศทางลม และมีโอกาสที่ฝุ่นควันจะกลับมาสะสมได้เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาในช่วงต้นเดือนกันยายน นอกจากจำนวนจุดความร้อนในอินโดนีเซีย คือทิศทางลมและการเคลื่อนตัวของมวลอากาศ เพราะไฟจะอยู่ที่เดิม แต่ควันสามารถเดินทางได้ไกลกว่าหลายร้อยกิโลเมตร

สถานการณ์ปี 2569 กำลังชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า การดับไฟคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ส่วนต้นเหตุอยู่ที่การจัดการพื้นที่พรุ การควบคุมการเผา การใช้ที่ดิน การบังคับใช้กฎหมาย และการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ถูกทำให้แห้ง

หากพื้นที่พรุยังถูกระบายน้ำ การเผาเพื่อเปิดพื้นที่ยังเกิดขึ้น บวกกับฤดูแล้งรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “ไฟจะกลับมาอีก” และทุกครั้งที่ไฟกลับมา ต้นทุนไม่ได้ตกอยู่กับอินโดนีเซียเพียงประเทศเดียว แต่ควันเดินทางข้ามพรมแดน คาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ สัตว์ป่าสูญเสียถิ่นอาศัย ประชาชนเจ็บป่วย เศรษฐกิจหยุดชะงัก นี่จึงเป็นปัญหา สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางภูมิอากาศของอาเซียนในเรื่องเดียวกัน

แม้เราจะรู้ว่า “ไฟป่าอินโดนีเซีย” จะดับได้ด้วยน้ำในไม่กี่วัน แต่ปัญหาที่ไฟทิ้งไว้ ทั้งควันพิษ คาร์บอน สุขภาพ และการสูญเสียระบบนิเวศจะอยู่กับภูมิภาคไปอีกนาน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์