Nature Positive เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่ กับบทสรุปทางรอดไทยบนเวทีความยั่งยืน

31 ส.ค. 2569 - 16:53

  • พลิกการ “อนุรักษ์” สู่ “Nature Positive” เมื่อธรรมชาติต้องถูกฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิม

  • ธุรกิจ-การเงินถูกจับตา ต้องมองธรรมชาติเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส

  • ชุมชนไม่ใช่แค่ผู้ดูแลป่า แต่ต้องเป็นผู้สร้างเศรษฐกิจจาก “ทุนธรรมชาติ”

Nature Positive เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่ กับบทสรุปทางรอดไทยบนเวทีความยั่งยืน

เมื่อโลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การพูดถึง “ธรรมชาติ” จึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงเรื่องการอนุรักษ์อีกต่อไป เพราะความเสื่อมโทรมของป่า น้ำ และระบบนิเวศกำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิต

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ถูกหยิบขึ้นมาบนเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ธุรกิจ การเงิน วิชาการ ประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงานเข้าร่วม

สิ่งที่น่าสนใจของเวทีปีนี้ นอกจากการพูดถึงธรรมชาติที่ต้องได้รับการฟื้นฟู คือการตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ธรรมชาต กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่เราออกแบบขึ้นมา

เมื่อธรรมชาติกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ”

“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่เป็นการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าว

green-space-nature-positive-mflf-sustainability-forum-2026-3.JPG

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชี้ว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นกำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตโดยตรง ดังนั้น ธรรมชาติจึงไม่ควรถูกแยกออกจากการพัฒนา เพราะแท้จริงแล้วธรรมชาติคือรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

green-space-nature-positive-mflf-sustainability-forum-2026-4.JPG

ขณะที่ ดร.รวีวรรณ วีภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องขยับจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่ “Nature Positive” ซึ่งหมายถึงการหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง

ภาครัฐกำลังวางกลไกรองรับการเปลี่ยนผ่าน ทั้งร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนการนำแนวคิด Nature-based Solutions, OECMs, Natural Capital Accounting, Bioeconomy รวมถึงเครื่องมือทางการเงินอย่าง Green Loan และ Biodiversity Credit เข้ามาเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ

“เป้าหมายหนึ่งที่สำคัญคือการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางบกและทะเล รวมถึงพื้นที่ OECMs ให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของประเทศภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีพื้นที่ OECMs ที่ได้รับการรับรองแล้ว 22 แห่ง รวมประมาณ 161.74 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ศักยภาพอีก 4 แห่ง รวมประมาณ 856.69 ตารางกิโลเมตร”

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุ

นอกจากนี้ ภาครัฐได้นำกลไกทางการเงินมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศผ่าน Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยกำหนดตัวชี้วัดทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2035 หรือลดลงร้อยละ 47 จากปี 2019 และการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 30 ภายในปี 2030

green-space-nature-positive-mflf-sustainability-forum-2026-5.JPG

ธุรกิจยุคใหม่ต้องรู้ว่า “ธรรมชาติอยู่ตรงไหน” ในห่วงโซ่ธุรกิจ

โจทย์ Nature Positive ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาครัฐ เพราะสำหรับภาคธุรกิจ ธรรมชาติกำลังกลายเป็นทั้ง ทรัพยากร ความเสี่ยง และโอกาสในการสร้างมูลค่า บนเวที Nature Positive Business ตัวแทนภาคธุรกิจสะท้อนภาพเดียวกันว่า การจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ควรเป็นกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก แต่ต้องถูกนำเข้าไปอยู่ในการออกแบบเมือง การบริหารจัดการน้ำ ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนระยะยาว

“เราต้องใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น นั่นคือหัวใจของ Value Creation”

ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ระบุ

ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ชี้ว่าเมืองมีส่วนต่อการปล่อยคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 60 ทำให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน และนำพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช นก และระบบนิเวศกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเมือง

“ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment เมื่อลงทุนแล้วต้องได้ผลตอบแทนกลับมา กรีนต้องกินได้ เพราะกรีนแล้วกินไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ และถ้าเราเริ่มก่อน เราจะเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์”

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุ

ด้าน จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เสนอภาพการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่ต้องมองทั้ง “ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง” เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ หากนิคมเข้าไปขวางทางน้ำ ชาวบ้านปลายน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที และท้ายที่สุดผลกระทบนั้นจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของธุรกิจเอง การออกแบบพื้นที่จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจธรรมชาติและชุมชน พร้อมมองการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ย้ำว่า “สินค้า” ไม่ได้จบอยู่เพียงในโรงงาน ธุรกิจต้องช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัว คู่ค้า และชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วย แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ปรากฏอยู่ในงบดุลของบริษัท แต่เป็นรากฐานของธุรกิจ ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบสำหรับบรรจุภัณฑ์

ป่า แม่น้ำ ทะเล ไม่มีระบบนิเวศใดแยกออกจากกัน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการมองธรรมชาติแบบ “ทั้งระบบ” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนภูเขาไม่ได้จบอยู่บนภูเขา แต่ไหลผ่านแม่น้ำไปจนถึงชายฝั่งและทะเล ข้อมูลจากเวที Nature Positive Society: จากภูเขา ผ่านแม่น้ำ ถึงทะเล เข้าใจเพื่อเปลี่ยนแปลง ชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่ง ความเปลี่ยนแปลงบนภูเขาส่งผลต่อแม่น้ำ และไหลต่อไปถึงพื้นที่ชายฝั่ง ทะเล ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชน การจัดการจึงต้องมองทั้งระบบนิเวศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และกลไกที่ทำให้ชุมชนสามารถดูแลทรัพยากรได้อย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า แม่น้ำหลายสายกำลังเผชิญทั้งการปนเปื้อน การทับถมของตะกอน และการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เมื่อก้อนหินและฐานของแพลงก์ตอนในท้องน้ำหายไป แมลงน้ำและปลาขนาดเล็กก็หายตาม จนแม่น้ำบางช่วงกลายเป็น “แม่น้ำทราย” ที่แทบไม่เหลือชีวิต

แม่น้ำยมเพียงสายเดียวสามารถผลิตปลาได้มากกว่า 4 ล้านกิโลกรัมต่อปี สะท้อนทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารที่แม่น้ำมอบให้ แต่ปัจจุบันประมาณร้อยละ 85 ของปลาน้ำจืดที่บริโภคเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปลาพื้นถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว

“หากเราฟังเสียงปลา เราจะได้ยินเสียงของแม่น้ำ เพราะเมื่อปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำหายไป นั่นหมายถึงแม่น้ำกำลังสูญเสียความสามารถในการหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน”

บรรจง นฤพรเมธี ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด จังหวัดตรัง กล่าวว่า การปลูกป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลอาจแก้ปัญหาได้เพียงระยะสั้น หากขาดกลไกที่ทำให้ชุมชนดูแลต่อได้ในระยะยาว การฟื้นฟูจึงต้องสร้างทั้งความเข้าใจ กติกาชุมชน อาชีพ และรายได้ เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีกำลังดูแลทรัพยากรอย่างต่อเนื่องแม้การสนับสนุนจากภายนอกสิ้นสุดลง

“เราไม่ได้เพียงปลูกหญ้าทะเล แต่ต้องปลูกหญ้าทะเลในใจคน และใช้ข้อมูลกับวิทยาศาสตร์เป็นเข็มทิศ เพื่อให้ชุมชนรู้ว่าควรฟื้นฟูอย่างไร โดยไม่เข้าไปแทรกแซงระบบนิเวศมากเกินไป”

green-space-nature-positive-mflf-sustainability-forum-2026-6.JPG

ความหลากหลายทางชีวภาพอาจเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ที่ธุรกิจมองข้าม

ธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า แม้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จะสามารถฟื้นฟูป่าและทำให้รายได้ของคนในพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่าจากช่วงเริ่มต้น แต่ความท้าทายในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากความยากจนและป่าเสื่อมโทรม ไปสู่ความผันผวนของภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก หรือปัญหาดินถล่มที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ข้อมูลจากพื้นที่พบว่า เมื่อพายุฤดูร้อนพัดผ่าน ป่าที่มีต้นสนเพียงชนิดเดียวได้รับความเสียหายจนยอดไม้หายไปถึงร้อยละ 80 ขณะที่ป่าบริเวณเดียวกันซึ่งมีพืชพรรณหลากหลายได้รับความเสียหายเพียงร้อยละ 2 แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงคุณค่าด้านการอนุรักษ์ แต่เป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ระบบนิเวศรับมือกับภัยพิบัติได้

“ธรรมชาติไม่ได้แยกออกเป็นส่วน ๆ การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดเดียวสามารถสะเทือนไปถึงทั้งระบบ การดูแลคน ป่า น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพจึงต้องเกิดขึ้นพร้อมกันแบบบูรณาการ ภายใต้ขอบเขตพื้นที่ระบบนิเวศที่ธรรมชาติจัดสรรให้แก่เรา”

ความหลากหลายทางชีวภาพอาจเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ที่ธุรกิจมองข้าม

หนึ่งในข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดจากพื้นที่ดอยตุงสะท้อนว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคุณค่าทางธรรมชาติ แต่สามารถช่วยให้ระบบนิเวศรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้

ข้อมูลจากพื้นที่พบว่า เมื่อพายุฤดูร้อนพัดผ่าน ป่าที่มีต้นสนเพียงชนิดเดียวได้รับความเสียหายจนยอดไม้หายไปถึงร้อยละ 80 ขณะที่ป่าบริเวณเดียวกันซึ่งมีพืชพรรณหลากหลายได้รับความเสียหายเพียงร้อยละ 2

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นภาพว่า “ความหลากหลาย” คือความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ

เมื่อสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น การฟื้นฟูธรรมชาติจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพื้นที่ เศรษฐกิจ และชุมชนในระยะยาว

เงินทุนต้องไหลตามธรรมชาติ  ไม่ใช่สวนทางกับธรรมชาติ

อีกโจทย์ใหญ่คือ “เงิน” เพราะต่อให้มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน แต่หากกระแสเงินยังไหลไปสู่กิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติ การเปลี่ยนผ่านก็เกิดขึ้นได้ยาก

เวที Nature Positive Finance ระบุว่า เงินที่ไหลไปสู่กิจกรรมซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติยังมีมากกว่าเงินที่ใช้ฟื้นฟูธรรมชาติประมาณ 30 ต่อ 1 หรือราว 260 ล้านล้านบาทต่อปี เทียบกับเงินเพื่อการฟื้นฟูธรรมชาติประมาณ 7 ล้านล้านบาทต่อปu ช่องว่างดังกล่าวทำให้ภาคการเงินต้องเริ่มมอง “ทุนธรรมชาติ” เข้าไปอยู่ในระบบข้อมูล การประเมินความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล และการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน

Natural Capital Accounting จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติและบริการจากระบบนิเวศมีมูลค่าและกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นไปประกอบการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและการเงิน

ขณะเดียวกัน ภาคการเงินยังต้องรับมือทั้ง Physical Risk จากภัยธรรมชาติและการขาดแคลนทรัพยากร รวมถึง Transition Risk จากกฎเกณฑ์ใหม่ของโลก เช่น ข้อกำหนด EUDR ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าเกษตรว่ามาจากพื้นที่ที่ไม่ได้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า

เปลี่ยน “ทุนธรรมชาติ” ให้เป็นทุนของชุมชน

หัวใจอีกด้านของ Nature Positive คือการทำให้คนในพื้นที่สามารถมีรายได้จากการดูแลทรัพยากร ไม่ใช่ต้องเลือกระหว่าง “ปากท้อง” กับ “ป่า” บนเวทีมีการนำเสนอ 5 ธุรกิจชุมชนที่ต่อยอดจากโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่า โดยเปลี่ยนเงินสนับสนุนจากคาร์บอนเครดิตให้กลายเป็นทุนตั้งต้นสำหรับสร้างธุรกิจและรายได้ในท้องถิ่น ตั้งแต่การนำรายได้กลับไปสนับสนุนการจัดการป่าชุมชน การสร้างอาชีพให้ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง การเปลี่ยนขยะทะเลเป็นงานสร้างสรรค์ การนำใบไม้แห้งมาพัฒนาเป็นวัสดุบำรุงดินเพื่อลดความเสี่ยงจากไฟป่า ไปจนถึงการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นพลังงานสำหรับภาคการเกษตร

นี่คือภาพของเศรษฐกิจที่พยายามทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” เดินไปพร้อมกัน

green-space-nature-positive-mflf-sustainability-forum-2026-2.JPG

จาก “Cost” สู่ “Investment” และคำถามที่ใหญ่กว่านั้น

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy โดยนำข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อธรรมชาติเข้าไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน

“เพราะการฟื้นฟูธรรมชาติไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ค่าใช้จ่าย” แต่ต้องถูกมองเป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนและลดความเสี่ยงในอนาคต”

เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวสรุปว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากทุกเวทีแสดงให้เห็นว่าสมการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ

“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น”

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ “เราต้องใช้เงินเท่าไรเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ” แต่คือ “ต้นทุนของการไม่ลงมือทำวันนี้จะสูงแค่ไหน” เพราะในวันที่ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมเกินจุดฟื้นคืน ต่อให้มีเงินมากเพียงใด ก็อาจไม่สามารถซื้อธรรมชาติกลับคืนมาได้

ท้ายที่สุด MFLF Sustainability Forum 2026 กำลังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวิธีคิดเรื่องความยั่งยืน จากเดิมที่ธรรมชาติถูกวางไว้นอกระบบเศรษฐกิจ สู่การนำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ ตั้งแต่นโยบาย กฎหมาย การเงิน การลงทุน ไปจนถึงการสร้างอาชีพในชุมชน

เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตโดยใช้ธรรมชาติจนเสื่อมโทรม อาจเติบโตได้เพียงช่วงหนึ่ง แต่เศรษฐกิจที่ทำให้ธรรมชาติฟื้น คนมีรายได้ และธุรกิจเดินหน้าต่อได้ต่างหาก ที่มีโอกาสกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์