ถ้าเผชิญ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ครั้งนี้ไทยมีน้ำเท่าไหร่ จะแล้งจริงไหม ใครกระทบบ้าง?

23 ก.ค. 2569 - 11:07

  • จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อน้ำใช้การได้ทั่วประเทศเหลือ 36% ต่ำกว่าปีก่อนราว 2,600 ล้าน ลบ.ม.

  • ภาคกลางเสี่ยงสุด เหลือน้ำเพียง 27% ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เหลือ 13%

  • สทนช.คาดปลายปีฝนอาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 47% หากซูเปอร์เอลนีโญรุนแรงขึ้น

ถ้าเผชิญ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ครั้งนี้ไทยมีน้ำเท่าไหร่ จะแล้งจริงไหม ใครกระทบบ้าง?

ไทยกำลังเจอภาพลวงตาของ “ฤดูฝน”

แม้ประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงฤดูฝน และบางพื้นที่ริมแม่น้ำโขงยังต้องเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง แต่ตัวเลขน้ำในเขื่อนกลับสะท้อนอีกด้านหนึ่งของความจริง นั่นคือน้ำต้นทุนของประเทศยังเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่ควรจะเป็น

หากฝนในช่วงครึ่งหลังของปีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง ประเทศไทยอาจมีน้ำต้นทุนเมื่อต้นฤดูแล้งวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 น้อยกว่าปีก่อนมากกว่า 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประเมิน

ตอนนี้ไทยมีน้ำเหลือเท่าไหร่?

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำกักเก็บรวมอยู่ที่ประมาณ 44,754 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 55% ของความจุเก็บกัก

แต่ตัวเลขที่น่ากังวลและต้องจับตาดูอย่างแท้จริงคือ “ปริมาณน้ำใช้การได้” (Usable Water) ซึ่งเหลือน้อยเพียง 36% หรือประมาณ 20,634 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 ปริมาณน้ำรวมในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งกักเก็บได้น้อยกว่าปีที่แล้วถึง 2,600 ล้าน ลบ.ม. ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงกลางฤดูฝน ซึ่งตามปกติควรเป็นช่วงที่น้ำในเขื่อนทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจาะลึกรายภูมิภาค พื้นที่ไหนน่าห่วงที่สุด?

เมื่อสำรวจปริมาณน้ำใช้การได้และน้ำกักเก็บแยกตามภูมิภาค จะพบความเหลื่อมล้ำของสถานการณ์น้ำอย่างชัดเจน คือ

  • ภาคกลาง ปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือ 27% น่าห่วงที่สุด (วิกฤต)
  • ภาคตะวันออก 41% เฝ้าระวังใกล้ชิด
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 44% เฝ้าระวังใกล้ชิด
  • ภาคเหนือ 52% ปานกลาง
  • ภาคใต้ 61% ปานกลาง-ดี
  • ภาคตะวันตก 66% ดีที่สุดในประเทศ
green-space-super-el-nino-thailand-water-storage-drought-risk-2026-SPACEBAR-Photo V01.jpg

เอกซเรย์ 15 เขื่อนใหญ่วิกฤตน้ำต่ำกว่า 30%

ปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ถึง 15 แห่ง (และขนาดกลางอีก 67 แห่ง) ที่เหลือน้ำใช้การได้ต่ำกว่า 30% ได้แก่

  • ภาคเหนือ เขื่อนแม่มอก, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน
  • ภาคกลาง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์, เขื่อนกระเสียว
  • ภาคอีสาน เขื่อนห้วยหลวง, เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนน้ำพุง, เขื่อนจุฬาภรณ์, เขื่อนลำตะคอง, เขื่อนมูลบน
  • ภาคตะวันออก เขื่อนขุนด่านปราการชล, เขื่อนคลองสียัด, เขื่อนนฤบดินทรจินดา
  • ภาคตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนปราณบุรี

ทำไม “ภาคกลาง” จึงเป็นไข่แดงแห่งความเสี่ยง

พื้นที่ภาคกลางกลายเป็นพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการใช้น้ำ ประกอบด้วย

  • เขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำ7,186 ล้าน ลบ.ม. (53%)
  • เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำ4,925 ล้าน ลบ.ม. (52%)
  • เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำ227 ล้าน ลบ.ม. (24%)
  • เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อยู่ในภาวะน่าวิตกที่สุดมีปริมาณน้ำเหลือเพียง 111 ล้าน ลบ.ม. (13%) เท่านั้น

สถานการณ์นี้กระทบโดยตรงต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่เหลือน้ำเพียง 13% ถูกมองว่าเป็น “คอขวด” สำคัญของระบบน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เพราะเป็นแหล่งน้ำหลักของพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก

ประเทศไทยจะ “แล้ง” ไหม?

คำตอบคือขณะนี้ยังไม่ใช่วิกฤตทั่วประเทศ แต่ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากน้ำต้นทุนปัจจุบันและการคาดการณ์น้ำไหลเข้าอ่าง ยังมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตรประเภทพืชสวนและไม้ยืนต้น แต่หน่วยงานได้สั่งให้ลดการระบายน้ำและเร่งกักเก็บน้ำให้มากที่สุด เพื่อเตรียมรับฤดูแล้งที่อาจยาวนานกว่าปกติ

สทนช.ยืนยัน

green-space-super-el-nino-thailand-water-storage-drought-risk-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

จุดเปลี่ยนอยู่ที่ “สิงหาคม–ธันวาคม”

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า  การติดตามสภาวะเอลนีโญล่าสุดยังเป็นไปตามที่คาดการณ์คือ ในช่วงปลายปีนี้จะทวีความรุนแรงสูงสุด อุณหภูมิจะสูงกว่าค่าปกติ และอาจจะเกิดภาวะแห้งแล้ง สถานการณ์ฝนจะเริ่มตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป โดยในช่วงเดือนธันวาคม ฝนจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุดประมาณ 47%

นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ยังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 120 มม. หรือประมาณ 24% ส่งผลให้อ่างฯที่อยู่ในพื้นที่ทั้งอ่างฯขนาดใหญ่ 1 แห่ง คือ อ่างฯปราณบุรี และอ่างฯขนาดกลาง 8 แห่ง มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย ซึ่งกรมชลประทานได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดการจัดรอบเวรการสูบน้ำและขอความร่วมมืองดการสูบน้ำนอกแผน พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือสนับสนุนในพื้นที่เสี่ยงภัย

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีโครงการก่อสร้างต่างๆ ให้เร่งสำรวจและตรวจสอบไม่ให้มีสิ่งกีดขวางทางน้ำหรือกีดขวางช่องทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและป้องกันการเกิดน้ำท่วมขัง ลดผลกระทบต่อประชาชน

ทั้งนี้ สทนช.คาดว่าช่วงปลายกรกฎาคมถึงกลางสิงหาคม ฝนจะเพิ่มขึ้นจากร่องมรสุม และอาจมีพายุเขตร้อน 1–2 ลูก ในช่วงสิงหาคม–ตุลาคม ซึ่งจะช่วยเติมน้ำเข้าเขื่อนได้บางส่วน

ทำไมบางพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แต่บางพื้นที่เสี่ยงแล้ง?

นี่คือผลของ “สภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่” ภายใต้อิทธิพลเอลนีโญและโลกร้อน ขณะเดียวกับที่รัฐต้องเร่งกักน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง สทนช.ก็ออกประกาศเตือนพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำโขงในจังหวัดบึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี หลังระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 0.60–1.30 เมตร สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ไทยกำลังเผชิญภาวะ “น้ำมากผิดที่ น้ำขาดผิดเวลา” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสภาพภูมิอากาศยุคใหม่

ใครได้รับผลกระทบบ้าง?

หากภาวะน้ำต้นทุนหายไปกว่า 6,000 ล้าน ลบ.ม. จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายภาคส่วน

ภาคเกษตรกรรม (กระทบหนักสุด)

  • เกษตรกรลุ่มเจ้าพระยาและภาคกลาง เสี่ยงขาดแคลนน้ำทำนาและพืชไร่ จำเป็นต้องปรับแผนไปพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก และใช้น้ำจากเขื่อนเฉพาะช่วงฝนทิ้งช่วงเท่านั้น
  • เกษตรกรสวนผลไม้/ไม้ยืนต้น ในพื้นที่ฝนทิ้งช่วงหนัก เช่น จ.ประจวบคีรีขันธ์ (ฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 24%) เริ่มมีการจัดรอบเวรสูบน้ำ และขอความร่วมมืองดสูบน้ำนอกแผนแล้ว

ภาคอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC)

พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก  เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เนื่องจากอ่างเก็บน้ำสำคัญ เช่น อ่างฯ คลองสียัด (เหลือน้ำ 14%) มีน้ำไหลเข้าอ่างต่ำกว่าคาดการณ์อย่างมาก จนต้องเตรียมแผนผันน้ำเข้าพื้นที่ด่วน

ภาคการอุปโภค-บริโภค และระบบนิเวศ

แม้ สทนช.ยืนยันว่าน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศแน่นอน แต่ต้องประหยัดและบริหารจัดการอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้น้ำเค็มรุกและมีน้ำประปาใช้อย่างต่อเนื่อง

ยุทธศาสตร์และมาตรการรับมือของภาครัฐ

เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตขั้นรุนแรง รัฐบาลและ สทนช.ได้วางมาตรการเชิงรุกไว้ดังนี้

  • จัดตั้งศูนย์ Single Command / วอร์รูมน้ำ  นายกรัฐมนตรีเห็นชอบจัดตั้งศูนย์บัญชาการเดี่ยว โดยมี รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) เป็นประธาน ร่วมกับ สทนช. และ ปภ. เพื่อรวมศูนย์การเตือนภัยและสั่งการ
  • คุมเข้ม Upper & Lower Rule Curve ประสานกรมชลประทานและ กฟผ. ควบคุมการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำต่ำสุด (Lower Rule Curve) เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า
  • ปฏิบัติการผันน้ำและทำฝนหลวง เร่งผันน้ำเข้าพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เช่น เขต EEC และประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตรขึ้นปฏิบัติการเติมน้ำเหนืออ่างฯ
  • ซ้อมแผนภัยพิบัติท้องถิ่น เช่น จังหวัดน่าน มีการจัดทำแผนรับมืออุทกภัย-ภัยแล้งยั่งยืน 619 โครงการ (วงเงินกว่า 13,700 ล้านบาท) พร้อมออกคู่มือแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

บทสรุป

สถานการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในปี 2569 จะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย แม้ตัวเลขน้ำใช้การได้ 37% จะยังพอประคองการอุปโภคบริโภคให้ผ่านพ้นสิ้นสุดฤดูแล้งไปได้ แต่ภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงปลายปีประกอบกับน้ำต้นทุนที่อาจหายไปถึง 6,000 ล้าน ลบ.ม. คือสัญญาณเตือนว่า “ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เสี่ยงอย่างภาคกลางและ EEC ต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเข้มงวด”

ความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า การปรับแผนการปลูกพืช และการติดตามข่าวสารจากศูนย์เตือนภัยรัฐอย่างใกล้ชิด จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะพาประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้วครั้งนี้ไปได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์