ในวันที่โลกกำลังเผชิญภัยพิบัติสุดขั้ว (Extreme Weather) บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ประเทศไทยกำลังถูกทดสอบด้วยความเปราะบางจากทั้งภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและโครงสร้างพื้นที่ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่น้ำท่วมฉับพลัน ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ภัยแล้งยาวนาน ไปจนถึงดินถล่มที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภัยที่เคยเป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ก็กำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงรูปแบบใหม่” ในยุคโลกเดือด
ข้อมูลสถิติภัยพิบัติย้อนหลัง 9 ปี จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่รวบรวมสถิติระหว่างปี 2560–2568 ครอบคลุมภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง และดินถล่ม เผยให้เห็นภาพความเสี่ยงของประเทศไทยที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนเข้าใจ ทำให้เราอยากสืบค้นลึกลงไปว่า ทำไมพื้นที่ที่ “เกิดภัยบ่อยที่สุด” ถึงไม่ใช่พื้นที่ที่ “อันตรายที่สุด”?
ในมิติของ “จำนวนพื้นที่ที่เกิดภัยซ้ำซาก” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือฝั่งอีสาน ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะ “พื้นที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงสูงมาก” รวมถึงภัยที่มีโอกาสสร้างความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน ภาคเหนือกลับเป็นภูมิภาคที่น่ากังวลที่สุด
ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า “เกิดบ่อย” ไม่ได้แปลว่า “เสี่ยงที่สุด” และการประเมินภัยพิบัติของไทยจำเป็นต้องแยกวิเคราะห์ระหว่าง ความถี่ของการเกิดภัย (hazard frequency) กับ ความเปราะบางของพื้นที่ (vulnerability)

“อีสาน” พื้นที่ที่ประชาชนต้องอยู่กับภัยพิบัติแทบทุกปี
สถิติของ ปภ. ระบุว่าภาคอีสานมีหมู่บ้านที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซากรวมทุกระดับความเสี่ยงสูงถึง 29,248 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 68,978 หมู่บ้านทั่วประเทศ คิดเป็น 42.4% ของพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากทั้งประเทศ
ที่น่าสนใจคือ หมู่บ้านส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำมากและเสี่ยงต่ำรวมกันราว 23,000 หมู่บ้าน ขณะที่พื้นที่เสี่ยงสูงและสูงมากมีรวม 1,873 หมู่บ้าน ตัวเลขนี้บอกเราว่า น้ำท่วมในอีสานเป็นปัญหาที่กระจายกว้างและเกิดซ้ำในพื้นที่เดิม มากกว่าจะเป็นภัยรุนแรงเฉพาะจุด

เมื่อดูข้อมูลภัยแล้ง ภาพยิ่งชัดขึ้นไปอีก ภาคอีสานมีหมู่บ้านเสี่ยงภัยแล้งซ้ำซากถึง 12,532 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 21,391 หมู่บ้านทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 56% ของประเทศ โดยเกือบ 11,000 หมู่บ้าน อยู่ในระดับเสี่ยงต่ำและต่ำมาก ซึ่งหมายความว่าชาวบ้านจำนวนมหาศาลต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำ แม้จะไม่ถึงขั้นวิกฤตรุนแรงทุกปี
นี่คือเหตุผลที่อีสานถูกเรียกว่า “ภูมิภาคของภัยซ้ำซาก” เพราะภัยไม่ได้เกิดครั้งเดียวแล้วจบ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งภัยแล้งในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก ฝนทิ้งช่วงระหว่างฤดู และน้ำท่วมในช่วงปลายฤดูฝน

ทำไมอีสานจึงเกิดภัยซ้ำซากมากที่สุด?
คำตอบอยู่ที่โครงสร้างทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของภูมิภาคนี้
จากการวิเคราะห์ทางด้านกายภาพเราจะพบว่าพื้นที่ภาคอีสานเป็นที่ราบสูง ดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินร่วนปนทราย ซึ่งมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ เมื่อน้ำฝนตกลงมา ส่วนหนึ่งจะซึมผ่านอย่างรวดเร็ว อีกส่วนไหลบ่าออกจากพื้นที่ ทำให้เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ไม่มาก
ขณะเดียวกัน ภาคอีสานยังพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก พื้นที่ชลประทานยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อฝนมาช้าหรือปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ผลกระทบจึงเกิดขึ้นทันทีต่อภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบฝนของอีสานยิ่งผันผวนหนักขึ้น จากเดิมที่ฝนกระจายตัวตลอดฤดู กลายเป็นฝนทิ้งช่วงยาวสลับกับฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ลักษณะนี้ทำให้เกิดทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในปีเดียวกันได้ง่าย และเป็นรูปแบบที่นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศมองว่าเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดังนั้น ตัวเลข 29,248 หมู่บ้านไม่ได้สะท้อนเพียง “จำนวนพื้นที่น้ำท่วม” แต่สะท้อนถึงความไม่มั่นคงของระบบน้ำทั้งระบบของอีสาน

“ภาคเหนือ” ตัวเลขน้อยกว่า แต่เสี่ยงหนักกว่า
แม้ภาคเหนือจะมีหมู่บ้านน้ำท่วมซ้ำซากรวม 16,237 หมู่บ้าน น้อยกว่าอีสานเกือบครึ่งหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ สัดส่วนของพื้นที่เสี่ยงสูง
ภาคเหนือมีหมู่บ้านที่ถูกจัดอยู่ในระดับ “เสี่ยงน้ำท่วมสูง” จำนวน 2,132 หมู่บ้าน และ “สูงมาก” อีก 2,617 หมู่บ้าน รวมเป็น 4,749 หมู่บ้าน หรือมากกว่าอีสานประมาณ 2.5 เท่า
นี่คือจุดที่ทำให้ภาคเหนือถูกจัดว่าเป็น “พื้นที่เปราะบางที่สุด” เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ฝนสุดขั้ว ผลกระทบจะรุนแรงกว่ามาก น้ำสามารถไหลจากภูเขาลงสู่พื้นที่ลุ่มได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งต่างจากอีสานที่น้ำมักค่อยๆ เอ่อล้นในพื้นที่ราบ

“ดินถล่ม” ตัวชี้วัดที่อธิบายความเปราะบางของภาคเหนือได้ดีที่สุด
หากต้องเลือกตัวเลขเดียวที่อธิบายว่าทำไมภาคเหนือจึงเสี่ยงที่สุด ตัวเลขนั้นคือ 148 พื้นที่ดินถล่มซ้ำซาก
ภาคเหนือมีตำบลหรือเทศบาลที่เกิดดินถล่มซ้ำซากรวม 148 แห่ง จากทั้งหมด 322 แห่งทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 45% ของประเทศ และในจำนวนนี้มีพื้นที่ที่อยู่ในระดับ “เสี่ยงสูงมาก” ถึง 20 แห่ง จากทั้งหมด 44 แห่งทั่วประเทศ นั่นคือเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ดินถล่มซ้ำของประเทศอยู่ในภาคเหนือ และเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่เสี่ยงสูงมากก็อยู่ที่นี่เช่นกัน
ดินถล่มเป็นภัยที่ต่างจากน้ำท่วมทั่วไป เพราะมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน มีเวลาหนีภัยน้อย และสามารถทำลายบ้านเรือน ถนน สะพาน และระบบสาธารณูปโภคได้ในครั้งเดียว ความสูญเสียต่อชีวิตจึงมัก “สูงกว่า”
ต้นตอของความเปราะบาง ภูเขา ป่า และการใช้ที่ดิน
ภาคเหนือเป็นพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ ทั้งแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน พื้นที่จำนวนมากเป็นภูเขาสูงและมีความลาดชันมากกว่า 35 องศา ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงต่อการพังทลายของดินอยู่แล้ว
ปัญหาคือ พื้นที่ลาดชันจำนวนไม่น้อยถูกเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เกษตร ไร่ข้าวโพด สวนผลไม้ หรือชุมชนบนภูเขา เมื่อป่าถูกเปิดหน้าดิน ความสามารถในการอุ้มน้ำจะลดลง น้ำฝนจึงไหลบ่าลงสู่ลำห้วยเร็วขึ้น และดินอิ่มตัวจนเกิดการพังทลายได้ง่าย
“ไฟป่า” ที่เกิดซ้ำในภาคเหนือยังทำหน้าที่เหมือนตัวเร่ง เพราะความร้อนทำให้ชั้นอินทรียวัตถุที่ช่วยดูดซับน้ำถูกทำลาย หลังไฟไหม้ พื้นที่เดียวกันจะมีโอกาสเกิดน้ำหลากและดินถล่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ทั้งหมดที่เราวิเคราะห์มาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝนตกหนัก แต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิประเทศ การสูญเสียป่า และสภาพอากาศสุดขั้ว
วิเคราะห์เชิงลึก
อีสาน “เสี่ยงเชิงความถี่” - เหนือ “เสี่ยงเชิงความรุนแรง”
หากสรุปในภาษาของการบริหารความเสี่ยง อีสานคือพื้นที่ที่มี Frequent Risk หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นบ่อย ประชาชนต้องรับมือกับภัยแล้งและน้ำท่วมแทบทุกปี แต่ความเสียหายต่อครั้งมักอยู่ในระดับที่รัฐและชุมชนพอรับมือได้ แม้จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสะสมมหาศาลก็ตาม
ส่วนภาคเหนือคือพื้นที่ที่มี Severe and Vulnerable Risk หรือความเสี่ยงที่อาจไม่ได้เกิดบ่อยที่สุด แต่เมื่อเกิดแล้วมีแนวโน้มสร้างความเสียหายรุนแรง ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นฟูหลังภัยจึงใช้เวลานานและมีต้นทุนสูงกว่า
เล่าให้เห็นภาพง่ายที่สุดคือ อีสาน “เจอภัยทุกปี แต่ไม่หนักหนา” ทว่า ภาคเหนือ “มีโอกาสเจอภัยที่เปลี่ยนทั้งชุมชนในคืนเดียว”
นโยบายที่ควรต่างกันโดยสิ้นเชิง
ข้อมูลของ ปภ. จึงชี้ชัดว่าประเทศไทยไม่ควรใช้มาตรการรับมือภัยพิบัติแบบเดียวกันทุกภูมิภาค
สำหรับ อีสาน สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ทั้งการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็ก การกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตร การฟื้นฟูแหล่งน้ำชุมชน และระบบเตือนภัยแล้งล่วงหน้า เพราะปัญหาหลักคือ การขาดน้ำซ้ำซากและน้ำท่วมที่เกิดเป็นวงกว้าง
ขณะที่ ภาคเหนือ จำเป็นต้องลงทุนใน Nature-based Solutions มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การจัดการพื้นที่ลาดชัน การควบคุมการใช้ที่ดินในพื้นที่เสี่ยง และการติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำป่า ดินถล่มแบบเรียลไทม์ เพราะสิ่งที่ต้องป้องกันคือ ภัยรุนแรงเฉพาะจุดที่สร้างความสูญเสียสูง

บทสรุป ประเทศไทยกำลังมี “สองภูมิภาค สองความเสี่ยง”
สถิติ 9 ปีของ ปภ. บอกเราว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศในสองรูปแบบพร้อมกัน อีสานคือพื้นที่ที่ภัยพิบัติเกิดซ้ำมากที่สุดและกระทบคนจำนวนมากที่สุด ขณะที่ภาคเหนือคือพื้นที่ที่เปราะบางที่สุดและมีโอกาสเกิดภัยพิบัติรุนแรงที่สุด
ภายใต้โลกที่ร้อนขึ้นและฝนมีแนวโน้มตกหนักในช่วงเวลาสั้นลง ความแตกต่างนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้น อีสานอาจเผชิญภัยแล้งและน้ำท่วมถี่ขึ้นเรื่อยๆ ส่วนภาคเหนืออาจต้องรับมือกับน้ำป่าและดินถล่มที่รุนแรงขึ้นและคาดการณ์ได้ยากกว่าเดิม
นี่คือสารสำคัญที่สุดของข้อมูลชุดนี้ อีสานคือภูมิภาคที่ “ต้องอยู่กับภัย” แต่ภาคเหนือคือภูมิภาคที่ “อาจสูญเสียทุกอย่างเมื่อภัยมา” ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของการบริหารความเสี่ยงสาธารณภัยของไทยในยุค Climate Change อย่างแท้จริง
.
ที่มา: ระบบข้อมูลสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สถิติพื้นที่เกิดภัยซ้ำซาก พ.ศ. 2560–2568




