PM2.5 ลดลงแต่ขยะเพิ่มขึ้น ประเทศไทยกำลังแลกอะไรกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ?

24 ก.ค. 2569 - 07:42

  • รายงานมลพิษปี 2568 เผย PM2.5 ทั่วประเทศลดลง 13% วันเกินมาตรฐานลดจาก 132 เหลือ 117 วัน

  • ภาคเหนือค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดจาก 47 เหลือ 35 ไมโครกรัมฯ จุดความร้อนลดลงเกือบ 24,000 จุด

  • ขยะมูลฝอยเพิ่ม 560,000 ตัน แตะ 27.76 ล้านตันในปีเดียว ส่วนขยะทะเลเพิ่ม 42% และขยะติดเชื้อเพิ่มกว่า 18%

PM2.5 ลดลงแต่ขยะเพิ่มขึ้น ประเทศไทยกำลังแลกอะไรกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ?

บทวิเคราะห์รายงานมลพิษประเทศไทยปี 2568 ส่งสัญญาณบวก คุณภาพอากาศและน้ำดีขึ้น แต่ขยะมูลฝอยยังพุ่งทะลุ 27.76 ล้านตัน ขยะติดเชื้อเพิ่ม 18% สะท้อนแรงกดดันจากการบริโภค การท่องเที่ยว และสังคมสูงวัย

ข้อมูลตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อมปี 2568 จากกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำลังส่งสัญญาณที่สวนทางกันอย่างชัดเจน เมื่อด้านหนึ่งชี้ว่าประเทศไทยเริ่มเห็นผลจากมาตรการลดการเผาและควบคุมมลพิษทางอากาศ ส่งผลด้านบวกทำให้ค่า PM2.5 ลดลง จำนวนวันฝุ่นเกินมาตรฐานน้อยลง ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับฟ้องว่าปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะ 27.76 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 560,000 ตันในปีเดียว จึงยากที่จะบอกตรงๆ ว่าสิ่งแวดล้อมไทยดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ที่น่าสนใจคือประเทศไทยกำลังแลกอะไรกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังผ่านยุคโควิด

คุณภาพน้ำเริ่มฟื้น แต่โจทย์ใหม่คือมลพิษข้ามพรมแดน

ในด้านคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าน้ำผิวดินของประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น โดยส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดี และไม่พบแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ขณะที่น้ำทะเลส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี และน้ำบาดาลยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสม สามารถใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ 

green-space-thailand-pm25-down-waste-up-economic-recovery-environment-tradeoff-SPACEBAR-Photo01.png

แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ รัฐเริ่มขยับจากการแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ไปสู่การเฝ้าระวัง “มลพิษข้ามพรมแดน” โดยเตรียมเพิ่มสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติในแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสำคัญทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงาน เพื่อใช้รับมือปัญหามลพิษทางน้ำที่อาจไหลมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

ในระยะยาวกรมควบคุมมลพิษ เตรียมปรับปรุงกฎหมายค่ามาตรฐานน้ำทิ้งประเภทอุตสาหกรรม และจัดทำแผนแม่บทการจัดการน้ำเสียชุมชนเชิงพื้นที่ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐกำลังพยายามเปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาเฉพาะจุด” ไปสู่การบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำ

นายกพร้อมสางปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกร่วมกับเมียนมา

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมหยิบยกปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก จ.เชียงราย เข้าหารืออย่างจริงจังกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งมีกำหนดเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้ โดยไทยจะขอความร่วมมือจากรัฐบาลเมียนมาในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างเต็มที่ พร้อมเชื่อมโยงไปถึงประเด็นการเผาพืชทางการเกษตรและการปราบปรามต้นตอการผลิตยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่ารัฐบาลได้แจ้งความกังวลเรื่องแม่น้ำกกต่อฝ่ายเมียนมาแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และย้ำว่าการเยือนครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงพิธีการทางการทูต แต่จะมีการหารือในประเด็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยืนยันว่ายังไม่ได้หารือเรื่องสารพิษแม่น้ำกกกับจีน โดยเห็นว่าเป็นปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยและเมียนมาควรพูดคุยกันให้ชัดเจนก่อน

ไทยเริ่มชนะศึกฝุ่น PM

ด้านคุณภาพอากาศ ตัวเลขในปี 2568 นับเป็นหนึ่งในสัญญาณบวกที่ชัดที่สุด โดย

  • ค่า PM2.5 ลดลง 13%
  • ค่า PM10 ลดลง 9%
  • จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ลดจาก 132 วัน เหลือ 117 วัน


ภาพที่เด่นที่สุดอยู่ที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางวิกฤตหมอกควัน

  • PM2.5 เฉลี่ย ลดจาก 47 เหลือ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

  • วันเกินมาตรฐาน ลดจาก 131 วัน เหลือ 117 วัน

  • จุดความร้อน ลดจาก 79,859 จุด เหลือ 55,989 จุด


จุดความร้อนที่หายไปเกือบ 24,000 จุด สะท้อนว่ามาตรการลดการเผาในภาคเกษตร โดยเฉพาะการส่งเสริม “ตัดอ้อยสดแทนการเผา” เริ่มเห็นผลจริง

อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ย PM2.5 ของภาคเหนือที่ 35 ไมโครกรัมฯ ยังสูงกว่าเกณฑ์องค์การอนามัยโลกหลายเท่า นั่นหมายความว่า “อากาศดีขึ้น” ยังไม่เท่ากับ “อากาศปลอดภัย”

สระบุรี–มาบตาพุด จุดที่ยังต้องจับตา

ในขณะที่หลายพื้นที่ดีขึ้น หน้าพระลาน จ.สระบุรี กลับมีสถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยค่า PM10 เพิ่มจาก 98 เป็น 103 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ส่วนมาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียง จ.ระยอง พบว่าสารมลพิษบางชนิด ได้แก่ 1,3-บิวทาไดอีน และ 1,2-ไดคลอโรอีเทน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและต้องเฝ้าระวังด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด

นี่คือภาพสะท้อนว่าไทยอาจเริ่มควบคุมฝุ่นจากการเผาได้บางส่วน แต่ “มลพิษอุตสาหกรรม” ยังเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าและต้องใช้การกำกับดูแลเข้มข้นกว่าเดิม

green-space-thailand-pm25-down-waste-up-economic-recovery-environment-tradeoff-SPACEBAR-Photo02.png

ข่าวร้ายคือคนไทยสร้างขยะเพิ่มขึ้นอีก 560,000 ตัน

จุดที่น่ากังวลที่สุดของรายงานฉบับนี้คือ ขยะมูลฝอย

  • ปี 2567 : 27.20 ล้านตัน
  • ปี 2568 : 27.76 ล้านตัน


ตัวเลขขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้น 560,000 ตันในปีเดียว หรือเฉลี่ยประมาณ 1,534 ตันต่อวัน แม้การนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์จะเพิ่มจาก 10.51 ล้านตัน เป็น 10.62 ล้านตัน และการกำจัดอย่างถูกต้องเพิ่มจาก 10.42 ล้านตัน เป็น 11.10 ล้านตัน แต่ปริมาณขยะที่เกิดใหม่ยังเพิ่มเร็วกว่าอัตราการลด

หากมองในเชิงเศรษฐกิจ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคักกำลังสร้างภาระด้านของเสียเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และต้องไม่ลืมว่าขยะจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งน้ำท่วมน่าน น้ำท่วมเชียงราย น้ำท่วมภาคใต้ ก็ถูกรวมในสถิติขยะมูลฝอยในปีที่ผ่านมา นี่จึงเป็นเหมือนระเบิดเวลาของพิษการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รอวันปะทุ

ขยะทะเลเพิ่ม 42% สัญญาณเตือนจากชายฝั่ง

อีกตัวเลขที่น่าจับตาคือ ขยะที่จัดเก็บได้ในระบบนิเวศชายฝั่งทะเล

จาก 327 ตัน เพิ่มเป็น 465 ตัน
หรือเพิ่มขึ้นกว่า 42%

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าขยะจากบนบกยังไหลลงสู่ทะเลต่อเนื่อง ทั้งจากเมือง การท่องเที่ยว และกิจกรรมริมชายฝั่ง ซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศ การประมง และเศรษฐกิจท่องเที่ยวโดยตรง

ขยะติดเชื้อพุ่ง 18% เงาของสังคมสูงวัย

มูลฝอยติดเชื้อเพิ่มจาก 76,749 ตัน เป็น 91,071.95 ตัน หรือกว่า 18% ภายในปีเดียว แม้ว่าปริมาณการกำจัดอย่างถูกต้องจะเพิ่มจาก 75,731.04 ตัน เป็น 90,340.40 ตันก็ตาม

แนวโน้มนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ทั้งการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน คลินิกและสถานดูแลเอกชนที่เพิ่มขึ้น การใช้เวชภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวมากขึ้น และการรักษาแบบ Home Care


คพ. จึงเตรียมปรับกฎหมายให้ครอบคลุมแหล่งกำเนิดใหม่ เช่น สถานดูแลผู้สูงอายุและการรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดว่า “ขยะสุขภาพ” จะกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญในทศวรรษหน้า

ไทยกำลังเปลี่ยนจาก “สั่งห้าม” ไปสู่ “ให้จ่ายตามที่ทิ้ง”

เพื่อลดปริมาณขยะ รัฐเตรียมใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น

  • ระบบ Pay-As-You-Throw (PAYT) หรือการเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณขยะที่ทิ้ง

  • การผลักดันหลักการ EPR ให้ผู้ผลิตรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์และซากสินค้า

  • การเพิ่มจุดรับของเสียอันตรายจากชุมชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

  • การผลักดันการจัดการขยะด้วย Waste to Energy


นี่คือการเปลี่ยนแนวคิดจาก “รัฐเก็บขยะให้ฟรี” ไปสู่ “ผู้ก่อขยะต้องรับผิดชอบต้นทุนมากขึ้น” ซึ่งจะกระทบทั้งครัวเรือน ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรง

ไทยกำลังแลกอะไรกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ?

เมื่ออ่านตัวเลขทั้งหมดร่วมกัน ภาพที่ชัดขึ้นคือประเทศไทยไม่ได้แลก “อากาศที่ดีขึ้น” กับ “เศรษฐกิจที่ฟื้นตัว” โดยตรง เพราะการลดฝุ่นส่วนหนึ่งมาจากมาตรการควบคุมการเผาและการตรวจสภาพรถที่เข้มข้นขึ้น แต่สิ่งที่ไทยกำลังจ่ายคือ ต้นทุนด้านขยะและของเสียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการบริโภค การท่องเที่ยว และระบบสุขภาพที่ขยายตัว

น้ำอาจเริ่มฟื้น อากาศอาจเริ่มดีขึ้น แต่ภูเขาขยะที่สูงขึ้นทุกปีคือสัญญาณเตือนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่ยั่งยืน หากระบบจัดการของเสียยังวิ่งตามพฤติกรรมการบริโภคไม่ทัน และนี่อาจเป็นโจทย์สิ่งแวดล้อมที่ใหญ่กว่าฝุ่น PM2.5 ในทศวรรษหน้า เพราะมันไม่ใช่ปัญหาของฤดูกาล แต่เป็นปัญหาของรูปแบบการใช้ชีวิตทั้งระบบ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์