กรมชลประทาน ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลและภาพจำลองโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งระบุข้อมูลคลาดเคลื่อนว่าโครงการมีความจุอ่างถึง 260 ล้าน ลบ.ม. น้ำท่วมพื้นที่ 45,000 ไร่ และกระทบพื้นที่กว่า 120,000 ไร่ โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ผ่านการพิจารณาแล้ว
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นเขื่อนดิน ที่มีความจุเก็บกักปกติ 99.50 ล้าน ลบ.ม. สามารถสนับสนุนพื้นที่ชลประทานได้ราว 87,700 ไร่ โดยหลังการพิจารณา EHIA ได้มีการปรับลดขนาดพื้นที่โครงการลงจากเดิมประมาณ 14,600 ไร่ เหลือเพียงประมาณ 11,982 ไร่ เพื่อลดผลกระทบเชิงพื้นที่และลดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด
จัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม ยึดประโยชน์คนต้นทางก่อนผันน้ำส่วนเกิน
สำหรับการผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง กรมชลประทานได้พิจารณาสมดุลน้ำของทั้งระบบ โดยกำหนดเงื่อนไขว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง (คลองประแกด, คลองพะวาใหญ่, คลองหางแมว และคลองวังโตนด) พร้อมระบบกระจายน้ำสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น และจะผันเฉพาะน้ำส่วนเกินความต้องการท้ายน้ำในช่วงฤดูฝน เฉลี่ยประมาณ 56–70 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี
ทั้งนี้ การจัดสรรน้ำต้องผ่านกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำ และคำนึงถึงความต้องการของประชาชนพื้นที่ต้นทางเป็นสำคัญ ไม่ใช่การนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยทันที ปัจจุบันยังไม่มีการผันน้ำตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 จนกว่าการก่อสร้างจะเสร็จตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ใช้น้ำ เว้นแต่จะเกิดวิกฤตภัยแล้งร้ายแรงที่จะมีการผ่อนปรนเป็นกรณีเฉพาะกิจ
ยกระดับการดูแลระบบนิเวศ ฟื้นฟูบ้านช้างป่าและแนวเชื่อมต่อผืนป่า
ในแง่ความยั่งยืนด้านทรัพยากรธรรมชาติ โครงการได้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด พร้อมเพิ่มมาตรการตามข้อเสนอแนะของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
เพื่อรับมือกับข้อกังวลเรื่องช้างป่าและสัตว์ป่า กรมชลประทานได้วางแนวทางบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัย การสร้างแหล่งอาหารและแหล่งน้ำทดแทนในป่าลึก การรักษาความเชื่อมโยงของผืนป่าไม่ให้ถูกตัดขาด ตลอดจนการวางมาตรการลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างสมดุล
ยึดหลักธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน
กรมชลประทานยืนยันพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรม เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป





