เกาะติดน้ำท่วมน่านพื้นที่ประสบภัย 4 อำเภอวิกฤต น้ำล้นตลิ่ง-ตัดขาดเส้นทาง
รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน จังหวัดน่าน วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เกิดสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มในพื้นที่ 4 อำเภอ 9 ตำบล ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร เส้นทางคมนาคม และสิ่งสาธารณประโยชน์บางแห่ง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“อำเภอปัว”
พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 ตำบล 13 หมู่บ้าน มีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน สะพานและเส้นทางสายหลักบางจุดถูกตัดขาด รวมถึงมีดินสไลด์ทับเส้นทางหลวงหมายเลข 1081 และกำแพงวัดได้รับความเสียหาย โดย ศบภ.มทบ.38 จัดชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย 5 ชุด เข้าช่วยเหลือประชาชน ขณะที่แขวงทางหลวงน่านที่ 2 ติดตั้งป้ายเตือนและอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยในจุดที่ได้รับผลกระทบ
“อำเภอท่าวังผา”
พบพื้นที่ได้รับผลกระทบในตำบลยม บ้านพร้าว หมู่ที่ 8 โดย ศบภ.มทบ.38 จัดชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยเข้าพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
“อำเภอภูเพียง”
พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน จากน้ำป่าจากห้วยมะเปียงไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนประมาณ 5 หลังคาเรือน ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ อพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย และสำรวจความเสียหายเบื้องต้น
“อำเภอสันติสุข”
พบสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ตำบลพงษ์และตำบลดู่พงษ์ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน ถนนในหมู่บ้าน และพื้นที่การเกษตร รวมถึงมีน้ำกัดเซาะบริเวณริมฝั่งศาลเจ้าพ่อช้างงาแดง บ้านน้ำมวบ และมีดินโคลนไหลทับเส้นทางในพื้นที่ โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเฝ้าระวังและรับแจ้งเหตุอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ สามารถดำเนินการเคลียร์ดินโคลนและเปิดเส้นทางบริเวณบ้านน้ำมวบได้เรียบร้อยแล้ว ทำให้ถนนกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำน่าน
ด้านสถานการณ์น้ำในแม่น้ำน่าน จากข้อมูลสถานีโทรมาตร เวลา 08.00 น. พบว่า สถานี N.49 บ้านน้ำยาว อำเภอปัว มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อยู่ที่ 3.39 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 4.50 เมตร ขณะที่สถานี N.65 บ้านปางสา อำเภอท่าวังผา ระดับน้ำ 1.48 เมตร, N.86 บ้านหนองแดง อำเภอเชียงกลาง 1.63 เมตร, N.64 บ้านผาขวาง อำเภอเมืองน่าน 3.01 เมตร และ N.1 หน้าสำนักงานป่าไม้ อำเภอเมืองน่าน 3.74 เมตร โดยทุกสถานียังมีระดับต่ำกว่าตลิ่ง
ทั้งนี้ จังหวัดน่านยังคงบูรณาการกำลังจากฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งช่วยเหลือประชาชน สำรวจความเสียหาย ดูแลเส้นทางคมนาคม และเตรียมความพร้อมด้านการอพยพในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

เปิดพิกัด 7 ศูนย์อพยพทางการ (อ.ปัว) พร้อมรองรับประชาชน
สำหรับประชาชนในพื้นที่ อ.ปัว ที่ได้รับผลกระทบหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงดินสไลด์/น้ำป่า สามารถเคลื่อนย้ายเข้าพักอาศัยได้ ณ ศูนย์อพยพทางการทั้ง 7 แห่ง
- หอประชุมอำเภอปัว
- หอประชุมโรงเรียนชุมชนศิลาเพชร (อบต.ศิลาเพชร)
- หอประชุมเทศบาลตำบลปัว (ทต.ปัว)
- วัดป่าเหมือด (ทต.ศิลาแลง)
- บริเวณ 3 แยกทางเข้าบ้านดอนไชย (อบต.ศิลาเพชร จุดที่ 2)
- อบต.วรนคร และ โรงเรียนจอมแจ้ง (อบต.วรนคร)
- โรงเรียนบ้านเสี้ยว (อบต.ไชยวัฒนา)


สถานการณ์น้ำชลประทาน อ่างเก็บน้ำ 98.54% ของความจุ ลำน้ำสายหลักยังต่ำกว่าตลิ่ง
ข้อมูลจากโครงการชลประทานน่าน ระบุว่า อ่างเก็บน้ำน่านมีปริมาณน้ำสูงถึง 36.923 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 98.54% ของความจุ จึงต้องติดตามการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
ขณะที่การไหลของน้ำผ่านตัวเทศบาลเมืองน่านอยู่ที่ 232.40 ลบ.ม./วินาที (จากความจุรองรับ 1,066 ลบ.ม./วินาที) ยังต่ำกว่าตลิ่ง 4.56 เมตร ส่วนสถานีโทรมาตร N.49 (อ.ปัว) ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่ 3.39 เมตร (ต่ำกว่าตลิ่ง 4.50 เมตร) ส่วนสถานี N.65 (ท่าวังผา), N.86 (เชียงกลาง), N.64 (ผาขวาง) และ N.1 (เมืองน่าน) ทุกจุดระดับน้ำยังอยู่ใต้ตลิ่ง


เรดาร์กลุ่มฝนตรวจพบฝนกระทบ 70% ของพื้นที่
กรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจพบเรดาร์กลุ่มฝนระดับอ่อน-ปานกลางปกคลุมทุกอำเภอ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คาดการณ์ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ (ฝนตกหนักมาก 125.1 - 250.0 มม.)
อ.เมืองน่าน, อ.ภูเพียง, อ.ท่าวังผา, อ.สันติสุข, อ.ปัว และ อ.เชียงกลาง
พื้นที่เฝ้าระวัง (ฝนตกหนัก 65.1 - 125.0 มม.)
อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.ทุ่งช้าง, อ.สองแคว, อ.บ่อเกลือ, อ.แม่จริม, อ.บ้านหลวง, อ.เวียงสา, อ.นาน้อย และ อ.นาหมื่น
ข้อปฏิบัติตามคำเตือนทางการ
ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางเนื่องจากถนนลื่นและทัศนวิสัยต่ำ ผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำให้เตรียมยกของขึ้นที่สูง และยึดถือข้อมูลข่าวสารจากทางราชการเป็นหลักในการตัดสินใจอพยพทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือนภัย




