พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ผลเสี่ยงทายผ้านุ่งแต่งกายวันพืชมงคล วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา หยิบได้ “ผ้านุ่ง 6 คืบ”
ตามตำราพยากรณ์หมายถึง “น้ำจะน้อย” นาในพื้นที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในพื้นที่ดอนอาจได้รับผลกระทบและได้ผลผลิตไม่เต็มที่
ผลเสี่ยงทายพระโค วันพืชมงคล 2569
สำหรับผลเสี่ยงทาย 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค “พอ” และ “เพียง” ปรากฏว่า พระโคกิน “ถั่วเขียว น้ำ หญ้า และเหล้า”
ตามตำราพยากรณ์
- พระโคกิน “ถั่วเขียว” หรือ “งา” หมายถึง ผลาหารและภักษาหารจะอุดมสมบูรณ์
- พระโคกิน “น้ำ” และ “หญ้า” ทำนายว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ส่งผลให้ธัญญาหารและมังสาหารสมบูรณ์ดี
- พระโคกิน “เหล้า” เป็นนิมิตหมายด้านเศรษฐกิจ พยากรณ์ว่าการคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น และเศรษฐกิจมีแนวโน้มรุ่งเรือง

ผ้านุ่ง 6 คืบ-น้ำน้อย-เอลนีโญ
พิธีแรกนาขวัญ ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาแต่อดีต ทว่า ปัจจุบันยังเป็น “ภาพสะท้อน” ความกังวลของสังคมไทยต่อสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ปีนี้ผลเสี่ยงทายที่ถูกจับตามองคือ การที่พระยาแรกนาหยิบได้ “ผ้านุ่ง 6 คืบ” ตามตำราพยากรณ์ สื่อว่าปีนี้น้ำจะน้อย ซึ่งหากมองผ่านเลนส์ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คำพยากรณ์ดังกล่าวกลับสอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิอากาศโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะความเสี่ยงจาก “เอลนีโญ” ที่ยังส่งผลต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
ในยุคที่โลกเผชิญภาวะ “โลกเดือด” น้ำไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญของระบบอาหาร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน

เมื่อ “น้ำน้อย” กลายเป็นความเสี่ยงของระบบอาหาร
คำทำนายที่ว่า “นาในที่ลุ่มจะได้ผลดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหาย” สะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรน้ำอย่างชัดเจน เพราะในภาวะฝนทิ้งช่วงหรือฝนตกไม่สม่ำเสมอ พื้นที่ที่เข้าถึงแหล่งน้ำหรือระบบชลประทานจะยังสามารถรักษาระดับผลผลิตได้ ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่สูงหรือพื้นที่นอกเขตชลประทานจะได้รับผลกระทบหนักกว่า
นี่คือหนึ่งในผลกระทบสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังทำให้ “ความแน่นอนของฤดูกาล” หายไป
ประเทศไทยเคยเผชิญสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงมาแล้วหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ระดับน้ำในเขื่อนต่ำผิดปกติ ไปจนถึงปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตร หลายพื้นที่ต้องเลื่อนฤดูเพาะปลูก หรือเปลี่ยนชนิดพืชเพื่อลดความเสี่ยง ดังนั้น เมื่อฝนไม่มาตามฤดูกาล สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่ผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังรวมถึงราคาสินค้าอาหาร ต้นทุนการผลิต และรายได้ของเกษตรกร

พระโคกิน “น้ำ-หญ้า-เหล้า-ถั่ว” ความหวังท่ามกลางความผันผวน
อีกหนึ่งผลเสี่ยงทายที่ได้รับความสนใจคือ พระโคเลือกกิน “ถั่ว น้ำ หญ้า และเหล้า” คำพยากรณ์ระบุว่า ผลาหารและธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์พอสมควร น้ำท่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี และการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มคึกคักมากขึ้น
ในมุมของเศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ แต่ภาคเกษตรยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงประเทศ ทั้งในฐานะแหล่งอาหารและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม “ความอุดมสมบูรณ์” ในยุคนี้อาจไม่สามารถวัดได้เพียงปริมาณผลผลิตอีกต่อไป แต่ต้องรวมถึงความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ทนแล้ง การทำเกษตรฟื้นฟูดิน หรือการสร้างระบบอาหารที่ยืดหยุ่นต่อวิกฤตภูมิอากาศ

แล้วอาหารจะพอไหมในยุคที่โลกร้อนและเดือด?
เรื่องนี้โลกจับตาและบรรจุอยู่ในวาระเร่งด่วน ประเด็น “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่โลกกำลังเกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ได้ให้นิยมคำว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” คือสภาวะที่ทุกคนและทุกช่วงเวลาเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะด้วยความสามารถทางกายภาพหรือเศรษฐกิจก็ตาม อีกทั้งอาหารที่ได้รับจะต้องปลอดภัย มีคุณค่าด้านโภชนาการต่อร่างกาย เพื่อให้เกิดความพึงพอใจและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม
ความมั่นคงทางอาหาร จึงไม่เพียงแค่หมายถึงการมีอาหารที่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความยากจน และอนาคตของมนุษย์โดยรวม หากขาดความมั่นคงทางอาหาร เป้าหมายอื่นของ SDGs อาจประสบความล้มเหลว เพราะความมั่นคงทางอาหารถือเป็นหนึ่งใน “รากฐาน” ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น
- SDG 1: ขจัดความยากจน หากคนจนต้องใช้รายได้ทั้งหมดเพื่อซื้ออาหาร พวกเขาจะขาดโอกาสในการพัฒนาในด้านอื่นๆ เช่น การศึกษาและสุขภาพ
- SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การขาดอาหารและสารอาหารที่สำคัญจะนำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการและโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงการเจริญเติบโตช้าในเด็ก
แผนรักษาความปลอดภัยของพืชและแหล่งอาหารโลก
เราเคยนำเสนอเรื่อง ธนาคารเมล็ดพันธุ์โลก หรือ Svalbard Global Seed Vault ในประเทศนอร์เวย์ ที่ได้รับฉายาว่า ห้องนิรภัยวันสิ้นโลก สถานที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชสำคัญจากทั่วโลก เพื่อปกป้องความหลากหลายทางพันธุกรรมและเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
ห้องนิรภัยวันสิ้นโลกแห่งนี้สนับสนุนเป้าหมาย SDG 2 (Zero Hunger) ยุติความหิวโหยและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน SDG 12 การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน รวมถึง SDG 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ในห้องเย็นอุณหภูมิ -18°C ภายใต้สภาพแวดล้อมที่คงที่และปลอดภัย แม้เกิดไฟฟ้าดับ ชั้นดินเยือกแข็งธรรมชาติจะช่วยรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ได้
จากพิธีแรกนา...สู่โจทย์ความยั่งยืนของไทย
วันพืชมงคลในอดีตอาจเป็นวันแห่ง “การเสี่ยงทาย” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ชาวนาชาวไร่ แต่ในโลกปัจจุบันอาจกำลังกลายเป็นวันแห่ง “การเตือนภัย” เพราะสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ปีนี้ฝนจะน้อยหรือมาก แต่คืออนาคตที่สภาพอากาศจะยิ่งคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
องค์การสหประชาชาติ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติอย่างประเทศไทย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่...ปีนี้น้ำจะพอไหม?ฝนจะทิ้งช่วง อีสานจะแล้งใช่ไหม? อย่างที่หลายคนเป็นห่วง แต่ต้องมองให้ลึกกว่านั้นว่า…ประเทศไทยจะออกแบบระบบอาหารและการเกษตรอย่างไร ให้รับมือกับฤดูกาลและโลกที่ไม่เหมือนเดิม?
เพราะในวันที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาลอีกต่อไป “ความยั่งยืน” อาจไม่ใช่แค่แนวคิด แต่คือเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในอนาคตของทุกคน




