โลกกังวล ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ รอบนี้เพราะอะไร? ประเทศไทยมีแนวโน้มรอดบ้างไหม?

4 มิ.ย. 2569 - 16:15

  • ซูเปอร์เอลนีโญอาจดันอุณหภูมิโลกพุ่งทำสถิติใหม่ และเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งในหลายประเทศเอเชีย

  • แบบจำลอง ECMWF มองว่าไทยอาจไม่แล้งรุนแรง เพราะยังได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย

  • ความท้าทายใหม่ของไทยอาจไม่ใช่ “ขาดฝน” แต่เป็น “ฝนกระจุกตัว น้ำหลากฉับพลัน และความผันผวนระหว่างน้ำท่วมกับน้ำแล้ง”

โลกกังวล ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ รอบนี้เพราะอะไร? ประเทศไทยมีแนวโน้มรอดบ้างไหม?

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยสลับกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในตอนกลางวัน ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาสนใจเรื่องของฟ้าฝนและสภาพอากาศมากขึ้น ขณะหน่วยงานระดับโลกต่างกำลังจับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ด้วยการเผยแพร่แบบจำลองที่ประเมินว่าปรากฏการณ์เอนโซรอบนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 140 ปี

คำเตือนที่ถูกส่งออกมาจากหน่วยงานด้านภูมิอากาศทั่วโลกมีทิศทางเดียวกัน นั่นคือโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และความปั่นป่วนของระบบฝนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทว่า แบบจำลองของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) กลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไปสำหรับประเทศไทย โดยชี้ว่าไทยอาจไม่เผชิญภัยแล้งหนักเหมือนหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก พร้อมเผยว่าความเสี่ยงใหม่อาจไม่ใช่ “ฝนน้อย” หากเป็น “ฝนสุดขั้ว” ที่มาเป็นระลอกและยากคาดเดามากขึ้น

เรื่องที่น่าจับตาวันนี้จึงไม่ใช่แค่ ...ประเทศไทยจะแล้งหรือไม่?แต่เราต้องลงลึกกว่านั้นเพื่อวิเคราะห์ต่อไปว่า ทยกำลังเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศมากน้อยแค่ไหน?

วิลฟราน มูฟูมา โอเกีย หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์สภาพอากาศขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยโดยทั่วไปแล้วอุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นนานถึง 12 เดือนหลังจากปรากฏการณ์เอลนีโญ / เอเอฟพี
วิลฟราน มูฟูมา โอเกีย หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์สภาพอากาศขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยโดยทั่วไปแล้วอุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นนานถึง 12 เดือนหลังจากปรากฏการณ์เอลนีโญ / เอเอฟพี

โลกกังวล “ซูเปอร์เอลนีโญ” เพราะอะไร?

โดยปกติ “เอลนีโญ” เกิดจากการอุ่นตัวผิดปกติของผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ส่งผลให้ระบบลมค้าอ่อนกำลังลง และเปลี่ยนรูปแบบการกระจายตัวของฝนทั่วโลก

แต่ในกรณีของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ความผิดปกติจะรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ความร้อนจำนวนมหาศาลถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากกังวลว่า หากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเต็มรูปแบบ โลกอาจเผชิญทั้งสถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่ คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น และความแปรปรวนของฝนที่รุนแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะในภูมิภาคที่พึ่งพาระบบมรสุมอย่างเอเชียและแอฟริกา

สำหรับหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศหมู่เกาะและพื้นที่ใกล้มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ผลกระทบจากภาวะฝนลดลงอาจรุนแรงจนกระทบความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรน้ำโดยตรง

...แต่ทำไมไทยอาจไม่แล้งหนักเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน?

นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดของการวิเคราะห์ครั้งนี้

ECMWF  พยากรณ์ว่าไทยเราจะไม่แล้งมากแม้เป็น Super El Nino /  ดุลยชล
ECMWF พยากรณ์ว่าไทยเราจะไม่แล้งมากแม้เป็น Super El Nino / ดุลยชล

ข้อมูลจากเพจดุลยชล ซึ่งอ้างอิงแบบจำลอง ECMWF ระบุว่า แม้โลกจะเผชิญซูเปอร์เอลนีโญ แต่ประเทศไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบด้านภัยแล้งรุนแรงเท่าหลายประเทศในภูมิภาค

เหตุผลสำคัญมาจาก “ภูมิศาสตร์”

ประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณขอบด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก และยังได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรอินเดียผ่านมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถนำความชื้นและฝนเข้าสู่ประเทศได้ต่อเนื่อง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยมี “แหล่งฝนสำรอง” จากมหาสมุทรอินเดียที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากเอลนีโญได้ในระดับหนึ่ง ต่างจากหลายประเทศในแปซิฟิกตะวันตกที่พึ่งพาระบบฝนจากมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นหลัก

แบบจำลองดังกล่าวจึงประเมินว่าปริมาณฝนของไทยอาจอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาวมากกว่าที่หลายฝ่ายกังวล ซึ่งนับเป็นข่าวดีท่ามกลางสถานการณ์ภูมิอากาศโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ข่าวดีเรื่องฝน ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงหายไป

อย่างไรก็ตาม การตีความว่าประเทศไทย “ไม่แล้ง” อาจนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อน หากมองเพียงปริมาณฝนรวมทั้งปี

ความท้าทายในยุคโลกร้อนไม่ได้อยู่ที่ว่าฝนตกมากหรือน้อยเท่านั้น แต่อยู่ที่ “ฝนตกอย่างไร”

นักอุตุนิยมวิทยาจำนวนมากชี้ตรงกันว่า โลกที่อุ่นขึ้นกำลังทำให้ฝนมีลักษณะสุดขั้วมากขึ้น นั่นหมายความว่า ปริมาณฝนรวมอาจใกล้เคียงค่าเฉลี่ย แต่การกระจายตัวอาจผิดปกติอย่างมาก

ฝนอาจไม่ตกต่อเนื่องตามฤดูกาลเหมือนอดีต แต่ตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วเว้นช่วงยาวนาน ส่งผลให้เกิดทั้งน้ำหลากฉับพลันและภาวะขาดน้ำในพื้นที่เดียวกันภายในปีเดียว

สิ่งที่เพจดุลยชลเตือนไว้จึงน่าสนใจไม่แพ้ประเด็นเรื่องภัยแล้ง นั่นคือความเสี่ยงจาก “ฝนตกเป็นกระจุก” และความผันผวนระหว่างน้ำหลากกับน้ำแล้ง นี่คือรูปแบบความเสี่ยงที่กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

green-space-noaa-july-2026-el-nino-80-percent-risk-SPACEBAR-Thumbnail.png

จากการจัดการภัยแล้ง สู่การบริหาร “ความผันผวน”

หากมองในมิติความยั่งยืน บทเรียนสำคัญจากซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้อาจไม่ใช่การเตรียมรับมือภัยแล้งเพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับระบบบริหารจัดการน้ำให้สามารถรับมือกับ “ความสุดขั้ว” ของสภาพอากาศได้พร้อมกันทั้งสองด้าน

ในอดีต การวางแผนอาจมุ่งป้องกันน้ำท่วมหรือภัยแล้งแยกจากกัน แต่สภาพภูมิอากาศในปัจจุบันกำลังบังคับให้หลายประเทศต้องรับมือทั้งสองเหตุการณ์ในเวลาใกล้เคียงกันมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อาจช่วยลดแรงกระแทกจากซูเปอร์เอลนีโญได้บางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นจากผลกระทบของโลกเดือด เพราะในยุค Climate Change ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ความสามารถของสังคมในการรับมือกับสภาพอากาศที่ผันผวนและคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

“ซูเปอร์เอลนีโญ” จึงไม่ใช่บททดสอบว่าไทยจะมีน้ำเพียงพอหรือไม่ แต่เป็นบททดสอบว่าประเทศพร้อมแค่ไหนในการบริหาร “น้ำมากเกินไป” และ “น้ำน้อยเกินไป” ที่อาจเกิดขึ้นสลับกันภายในฤดูกาลเดียว และนั่นอาจเป็นโจทย์ด้าน “ความยั่งยืน” ที่ยากกว่าภัยแล้งเสียอีก

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์