สัปดาห์นี้ต้องจับตาหย่อมความกดอากาศต่ำทะเลจีนใต้ ที่อาจพัฒนาเป็น “พายุหมุนเขตร้อน” โดยล่าสุด กันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 9 - 13 กันยายน 2569) ฉบับที่ 5 ระบุว่า
ในวันที่ 9 ก.ย. 69 ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นแผ่ลงมาประเทศเวียดนามและลาวตอนบน ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 10 - 13 ก.ย. 69 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมียังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนลดลง
ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออก เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น
ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก พื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 11 – 13 ก.ย. 69 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางแนวโน้มจะทวีกำลังเป็น “พายุหมุนเขตร้อน” ในระยะต่อไป ขอให้ติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่องในระยะนี้
เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สทนช.แจ้งเตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง
ด้าน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศฉบับที่ 3/2569 เรื่องเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ระบุว่า จากการติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ พบร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคกลาง
ทั้งนี้ สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตามฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน ในช่วงวันที่ 9-13 กันยายน 2569 ดังนี้
พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
ภาคเหนือ
- จังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอพร้าว ฮอด และอมก๋อย)
- จังหวัดเชียงราย (อำเภอแม่สาย แม่จัน ดอยหลวง เวียงเชียงรุ้ง แม่สรวย พาน และเวียงป่าเป้า)
- จังหวัดพะเยา (อำเภอเชียงคำ แม่ใจ จุน ดอกคำใต้ ปง และเชียงม่วน)
- จังหวัดน่าน (อำเภอปัว บ่อเกลือ และเวียงสา)
- จังหวัดกำแพงเพชร (อำเภอโกสัมพีนคร พรานกระต่าย เมืองกำแพงเพชร คลองลาน และคลองขลุง)
- จังหวัดเพชรบูรณ์ (อำเภอหล่มเก่า หล่มสัก และเมืองเพชรบูรณ์)
- จังหวัดตาก (อำเภอท่าสองยาง สามเงา แม่ระมาด บ้านตาก เมืองตาก แม่สอด วังเจ้า พบพระ และอุ้มผาง)
- จังหวัดอุทัยธานี (อำเภอลานสัก ห้วยคต และบ้านไร่)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- จังหวัดเลย (อำเภอเชียงคาน ปากชม ด่านซ้าย ภูเรือ เมืองเลย และวังสะพุง)
- จังหวัดอุดรธานี (อำเภอบ้านผือ และโนนสะอาด) จังหวัดชัยภูมิ (อำเภอคอนสาร เกษตรสมบูรณ์ หนองบัวแดง และเนินสง่า)
- จังหวัดมหาสารคาม (อำเภอวาปีปทุม)
- จังหวัดร้อยเอ็ด (อำเภอเสลภูมิ อาจสามารถ และเกษตรวิสัย)
- จังหวัดยโสธร (อำเภอกุดชุม เมืองยโสธร มหาชนะชัย และค้อวัง)
- จังหวัดนครราชสีมา (อำเภอพิมาย ชุมพวง วังน้ำเขียว และครบุรี)
- จังหวัดศรีสะเกษ (อำเภอราษีไศล ยางชุมน้อย และกันทรารมย์)
- จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอตระการพืชผล เหล่าเสือโก้ก ดอนมดแดง วารินชำราบ พิบูลมังสาหาร สำโรง ทุ่งศรีอุดม บุณฑริก และน้ำยืน)
ภาคกลาง
- จังหวัดสุพรรณบุรี (อำเภอสองพี่น้อง)
- จังหวัดสระบุรี (อำเภอแก่งคอย และหนองแค)
- รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ภาคตะวันออก
- จังหวัดฉะเชิงเทรา (อำเภอสนามชัยเขต และท่าตะเกียบ)
- จังหวัดปราจีนบุรี (อำเภอนาดี บ้านสร้าง เมืองปราจีนบุรี กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ และศรีมโหสถ)
- จังหวัดสระแก้ว (อำเภอวัฒนานคร)
- จังหวัดชลบุรี (อำเภอบ่อทอง และหนองใหญ่)
- จังหวัดระยอง (อำเภอวังจันทร์ เขาชะเมา เมืองระยอง และแกลง)
- จังหวัดจันทบุรี (อำเภอแก่งหางแมว และเขาคิชฌกูฏ)
- จังหวัดตราด (อำเภอเมืองตราด บ่อไร่ และคลองใหญ่)
ภาคตะวันตก
- จังหวัดกาญจนบุรี (อำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค และเมืองกาญจนบุรี)
- จังหวัดราชบุรี (อำเภอบ้านคา และปากท่อ)
- จังหวัดเพชรบุรี (อำเภอหนองหญ้าปล้อง แก่งกระจาน และท่ายาง)
- จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (อำเภอหัวหิน ปราณบุรี กุยบุรี เมืองประจวบคีรีขันธ์ ทับสะแก และบางสะพาน)
ภาคใต้
- จังหวัดชุมพร (อำเภอท่าแซะ)
- จังหวัดระนอง (อำเภอกระบุรี เมืองระนอง และสุขสำราญ)
- จังหวัดพังงา (อำเภอคุระบุรี ตะกั่วป่า และกะปง)

เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก
บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน เพชรบูรณ์ ตาก อุทัยธานี อุดรธานี ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี เพชรบุรี และระนอง
เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ
- แม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก บริเวณจังหวัดเชียงราย
- แม่น้ำน่าน บริเวณจังหวัดน่าน
- แม่น้ำเมย บริเวณจังหวัดตาก
- แม่น้ำห้วยหลวง บริเวณจังหวัดอุดรธานี
- ลำน้ำยัง บริเวณจังหวัดร้อยเอ็ด
- แม่น้ำป่าสัก บริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์
ในการนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
2. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและ อิทธิพลของการขึ้น – ลง ของน้ำทะเล โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
3. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที
4. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์
สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ
สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวม มีปริมาณน้ำรวม 69% ของความจุเก็บกัก (55,281 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ: 55% (31,160 ล้าน ลบ.ม.)
สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา
- เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 58% (7,791 ล้าน ลบ.ม.)
- เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 75% (7,103 ล้าน ลบ.ม.)
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 45% (425 ล้าน ลบ.ม.)
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 51% (449 ล้าน ลบ.ม.)
อ่างเก็บน้ำเฝ้าระวัง
แหล่งน้ำขนาดใหญ่ปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% หรือต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด จำนวน 9 แห่ง
- ภาคเหนือ : แม่มอก และทับเสลา
- ภาคกลาง : กระเสียว
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : อุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ลำพระเพลิง มูลบน และลำนางรอง
- ภาคตะวันออก : คลองสียัด
แหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่า 30% จำนวน 58 แห่ง
ภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคกลาง 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 23 แห่ง ภาคตะวันออก 8 แห่ง ภาคตะวันตก 12 แห่ง และภาคใต้ 5 แห่ง
ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ยืนยันมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำตลอดจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้ง ปี 2569/2570





