ดูเหมือนว่าเผด็จการทหารของเมียนมากำลังเผชิญกับการภัยคุกคามการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อกลุ่มกบฏชาติพันธุ์ทรงอำนาจ (อาระกัน ตะอาง และโกก้าง) หรือที่รู้จักในชื่อ ‘กลุ่มพันธมิตรภราดรภาพ’ (the Brotherhood Alliance) ได้ร่วม ‘ปฏิบัติการ 1027’ เปิดฉากโจมตีหลายครั้ง และยึดฐานทัพทหารได้เรื่อยๆ
ปฏิบัติการซึ่งมีชื่อรหัสว่า ‘ปฏิบัติการ 1027’ ซึ่งมาจากวันที่เริ่มต้นบุก ทำให้กลุ่มติดอาวุธกลุ่มอื่นๆ ที่ต่อต้านรัฐบาลลุกขึ้นมาโจมตีลักษณะเดียวกันนี้ด้วย
และเมื่อไม่นานมานี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าทหารรัฐบาล 400 กว่านายตัดสินใจยอมจำนนและแปรพักตร์ รวมถึงหลบหนีฐานทัพด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กองกำลังกบฏจะมีโอกาสโค่นรัฐบาลได้หรือไม่?
ปฏิบัติการ 1027 ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการรณรงค์เพื่อยุติการปกครองของทหาร แต่ อามะระ ธีหะ ผู้สังเกตการณ์ความขัดแย้งติดอาวุธจากสถาบันวิจัยสันติภาพออสโลในนอร์เวย์บอกว่า “แรงผลักดันหลักคือข้อพิพาทเรื่องอาณาเขต…กองทัพชาติพันธุ์แต่ละกองทัพในกลุ่มพันธมิตรมีวาระของตนเอง ตั้งแต่การยึดที่ดินไปจนถึงการขยายอิทธิพลในเส้นทางการค้า”
“เมื่อคุณทำสงคราม คุณต้องมีเหตุผลทางการเมืองบางอย่าง และในปัจจุบัน สิ่งที่ยอมรับได้มากที่สุดคือการทำงานเพื่อยุติการปกครองแบบเผด็จการทหาร”
ขณะที่ผู้สังเกตการณ์อีกคนหนึ่ง เจสัน ทาวเวอร์ จากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐเชื่อว่าปฏิบัติ 1027 มีจีนอยู่เบื้องหลัง โดยทาวเวอร์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Radio Free Asia ว่า “เหตุผลประการหนึ่งของการโจมตีคือการโค่นล้มแก๊งสแกมเมอร์และช่วยเหลือเหยื่อให้เป็นอิสระจากการค้ามนุษย์...นี่เป็นปัญหาใหญ่ของทางการจีน และเป็นสิ่งที่ปักกิ่งเรียกร้องให้รัฐบาลทหารจัดการเมื่อหลายเดือนก่อน”
กลุ่มกบฏได้อะไรมาบ้าง?
กลุ่มกบฏรายงานว่าพวกเขาสามารถยึดฐานทัพทหารได้มากกว่า 150 แห่งทั่วเมียนมานับตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค. “การยึดด่านทหารเป็นเรื่องหนึ่ง การยึดเมืองทั้งเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง…” ธีหะกล่าว
แต่นักวิจัยยอมรับว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มกบฏได้โจมตีต่อต้านฝ่ายรัฐบาลด้วยการประสานงานที่กว้างขวางที่สุดในรอบหลายปี
ความได้เปรียบใดๆ ที่ได้รับจากการต่อสู้ของกลุ่มกบฏอาจเป็นเรื่องของจิตใจที่เชื่อว่าทหารของรัฐบาลกว่า 400 นายยอมจำนนหรือหลบหนี “ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดดูเหมือนจะอยู่ที่ความเหนื่อยล้าและขวัญกำลังใจ ฐานทัพบางแห่งยุบลงหรือยอมจำนน ซึ่งอาจมีเหตุผลหลายแง่มุม เช่น ขวัญกำลังใจต่ำ การล่าถอยเชิงกลยุทธ์ หรือรู้ว่าการเสริมกำลังทหารไม่น่าเกิดขึ้นได้เนื่องจากกองกำลังมีไม่มากพอ” ธีหะกล่าว
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผู้นำรัฐบาลทหาร มิน ออง หล่าย ได้ขอให้กองทหารสำรองทั้งหมดเตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบในแนวหน้าด้วย
ผลกระทบที่เมียนมาได้รับ
ประธานาธิบดีเมียนมาจากรัฐบาลเผด็จการทหารเตือนว่าการสู้รบที่ยืดเยื้ออาจเสี่ยงต่อความแตกแยกของประเทศ ซึ่งจนถึงขณะนี้ มีประชาชนอย่างน้อย 200,000 คนที่หลบหนีความรุนแรง ทำให้เมียนมาต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางแพ่งที่เลวร้ายลง วิกฤตด้านมนุษยธรรม และความหายนะทางเศรษฐกิจ
คนไทยหลายร้อยคน ชาวฟิลิปปินส์ที่ไม่ระบุจำนวน และชาวสิงคโปร์ 1 คน ถูกอพยพออกจากเมืองทางตอนเหนือของรัฐฉานในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ในกรุงเทพฯ ระบุว่า บางคนตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และอาจเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
อย่างไรก็ดี สมาชิกอาเซียนพยายามบังคับใช้แผนสันติภาพที่เรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในเมียนมาและพยายามส่งความช่วยเหลือไปท่ามกลางมาตรการที่จำกัด
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มินต์ ส่วย ประธานาธิบดีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลเผด็จการทหารเตือนว่า “เมียนมาจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิผล ประชาชนทั้งหมดจำเป็นต้องสนับสนุนกองทัพพม่า”
แซคารี อาบูซา ศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยการสงครามแห่งชาติในกรุงวอชิงตันบอกกับสำนักข่าว DW ว่า “การรุกที่มีการประสานงานนั้นเป็นการบุกที่สำคัญมาก…นี่เป็นครั้งแรกที่ 3 กลุ่มพันธมิตรภราดรภาพร่วมกันต่อสู้ ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น”
“ปัญหาใหญ่ก็คือวิธีที่รัฐบาลทหารดำเนินการภายใต้การนำของ มิน ออง หล่าย จะทำอย่างไรต่อไป แน่นอนว่าการโจมตีแบบประสานงานนี้จะยังคงดำเนินต่อไป” อาบูซากล่าว
ปฏิบัติการ 1027 นั้นยังได้บีบบังคับกลุ่มทหารรัฐบาลยอมแพ้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์อาชญากรรมปกเสื้อขาว (white-collar crime situation) ซึ่งทำให้จีนขุ่นเคืองรัฐบาลเมียนมา
ขณะที่สื่อท้องถิ่น The Irrawaddy บอกว่า มินต์ ส่วย กลายเป็นแพะรับบาปเนื่องจากล้มเหลวในการควบคุมกลุ่มสแกมเมอร์ทางตอนเหนือของรัฐฉาน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลทหารได้จับกุมแกนนำ 3 คนและผู้ต้องหา 286 รายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรออนไลน์เหล่านี้
ธีหะเผยอีกว่า ปฏิบัติการ 1,027 เริ่มแสดงสัญญาณของการลดความรุนแรงลงแล้ว และยังสังเกตอีกว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาไม่มีพื้นที่ความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังเสริมของรัฐบาลทหารก็ค่อยๆ คุมสถานการณ์ได้อย่างช้าๆ ขณะเดียวกันก็พบว่า กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ของเมียนมาจำนวนมากกว่า 20 กลุ่มก็ไม่ได้เข้าร่วมการโจมตีเช่นกัน เนื่องจากกลัวว่าฝั่งทหารรัฐบาลจะตอบโต้กลับในภายหลัง
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังกล่าวอีกว่า “แทบจะเป็นความผิดพลาดอย่างแน่นอน หากจินตนาการว่าการล่มสลายของระบอบการปกครองของทหารจะเกิดขึ้นในรูปแบบโดมิโนในอีกไม่กี่วันหรือสัปดาห์ข้างหน้า ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังคนจึงไม่มีโอกาสหรือแทบไม่มีโอกาสเลยที่การโจมตีโต้ตอบในรัฐฉานจะประสบความสำเร็จในการยึดพื้นที่ที่เสียไปกลับคืนมา”
Photo by AFP
อ่านเพิ่มเติม




