บทสรุปที่โลกอยากรู้จากการประชุม COP17 เงินทุนทำลายพุ่ง-ทุนอนุรักษ์ขาดแคลน

1 พ.ย. 2569 - 09:47

  • เงินทุนฟื้นฟูธรรมชาติยังขาดอีก 7 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี

  • เอกวาดอร์คว้าเจ้าภาพ COP ด้านความหลากหลายทางชีวภาพครั้งถัดไปในปี 2028

บทสรุปที่โลกอยากรู้จากการประชุม COP17 เงินทุนทำลายพุ่ง-ทุนอนุรักษ์ขาดแคลน

บทสรุปที่โลกอยากรู้จากการประชุมความหลากหลายทางชีวภาพโลก (COP17) เมื่อเกือบ 200 ประเทศบรรลุข้อตกลงเร่งกู้ธรรมชาติให้ทันปี 2030 แต่เงินฝั่งอุดหนุนการทำลายยังสูงถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่เงินทุนอนุรักษ์ยังขาดแคลน

การปกป้องธรรมชาติอาจเป็นเป้าหมายที่ทั่วโลกเห็นตรงกัน แต่การทำให้คำมั่นกลายเป็นผลลัพธ์จริงยังเป็นเรื่องยาก นี่คือภาพสะท้อนจากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ CBD COP17 ซึ่งปิดฉากลงที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย หลังผู้แทนจากเกือบ 200 ประเทศเจรจาจนสามารถบรรลุข้อตกลงสำคัญได้ แม้ต้องใช้เวลาเกินกำหนดการประชุม

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นแรงผลักดันของประเทศต่าง ๆ ในการหยุดยั้งการทำลายธรรมชาติภายในปี 2030 หลังความคืบหน้าที่ผ่านมายังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม บรรยากาศแห่งความสำเร็จยังถูกบดบังด้วยข้อขัดแย้งเรื่องเงินทุน และความคืบหน้าที่จำกัดในประเด็นสำคัญหลายด้าน

— รายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุ 

cop17-biodiversity-summit-no-deal-final-day-yerevan-1.jpg

โลกมีเป้าหมายชัดเจน แต่ธรรมชาติยังรอการลงมือทำ

หัวใจของการประชุมคือการผลักดันกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลก หรือ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ซึ่งประเทศต่าง ๆ รับรองร่วมกันในปี 2022 โดยมุ่งหยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030

หนึ่งในเป้าหมายที่ทั่วโลกจับตาคือตัวเลข “30x30” หรือการอนุรักษ์พื้นที่บนบกและทะเลอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม การลดมลพิษ และจัดการปัจจัยที่ทำให้ชนิดพันธุ์ต่าง ๆ ลดจำนวนลง

แต่ข้อมูลของสหประชาชาติ สะท้อนว่าความคืบหน้ายังล่าช้า ประเทศต่าง ๆ จึงถูกเรียกร้องให้เร่งดำเนินงานและเพิ่มมาตรการจัดการกับต้นเหตุของการสูญเสียธรรมชาติ แม้ผู้แทนประเทศต่าง ๆ จะปรบมือแสดงความยินดีเมื่อเอกสารสำคัญได้รับการรับรอง แต่ในเอกสารทบทวนความคืบหน้าระดับโลกฉบับสมบูรณ์ยังไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงต้องติดตามรายละเอียดของมติฉบับสุดท้ายต่อไป

latin-america-right-wing-cop17-brazil-election-environment-1.jpg

เงินอุดหนุนทำลายธรรมชาติ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายสิ่งแวดล้อมโลก คือการที่รัฐบาลหลายประเทศยังคงสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อธรรมชาติ ทั้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เกษตรกรรมแบบเข้มข้น และการทำประมงเกินขนาด

แม้รัฐบาลต่าง ๆ จะให้คำมั่นว่าจะลดเงินอุดหนุนและแรงจูงใจที่เป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ แต่การดำเนินงานกลับคืบหน้าเพียงเล็กน้อย โดยมีเงินอุดหนุนลักษณะดังกล่าวไหลเวียนอยู่ทั่วโลกประมาณ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

อัน แลมเบรชต์ส จาก Greenpeace International มองว่าแม้ถ้อยคำในมติที่ตกลงกันจะยังไม่เข้มข้นนัก แต่ COP17 ก็ช่วยสร้างแรงผลักดันทางการเมืองให้เกิดการจัดการกับแรงจูงใจทางการเงินที่ทำลายธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณเพื่ออนุรักษ์ แต่ต้องทบทวนด้วยว่า เงินสาธารณะกำลังสนับสนุนกิจกรรมที่ทำลายระบบนิเวศมากเพียงใด เพราะหากยังใช้งบประมาณเพื่อสร้างแรงกดดันต่อธรรมชาติในอีกด้านหนึ่ง ความพยายามฟื้นฟูธรรมชาติก็อาจไม่เกิดผลเท่าที่ควร

โลกยังขาดเงินอนุรักษ์อีก 7 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี

นอกจากการปรับทิศทางเงินอุดหนุนแล้ว การจัดหาเงินทุนเพื่อการอนุรักษ์ยังเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญในการประชุมครั้งนี้

โลกจำเป็นต้องมีเงินทุนเพิ่มเติมประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากระดับการใช้จ่ายในปัจจุบัน เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม ปกป้องชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ และรักษาป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญอื่น ๆ

— รายงานจากเอเอฟพี ระบุ

สหภาพยุโรปผลักดันให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มั่งคั่ง เช่น จีน เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนเงินทุนเพื่อการอนุรักษ์มากขึ้น แต่ประเด็นนี้ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะเกี่ยวข้องกับการแบ่งภาระระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโต

ข้อเสนอประนีประนอมที่ปรากฏในร่างเอกสารเปิดทางให้ประเทศนอกกลุ่มผู้ให้ทุนจากประเทศพัฒนาแล้วเข้าร่วมสนับสนุนได้โดยสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับให้ทุกประเทศต้องจ่ายเงิน

ขณะเดียวกัน Cali Fund ซึ่งเป็นกลไกของสหประชาชาติสำหรับแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ข้อมูลลำดับพันธุกรรมดิจิทัลของพืชและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ กลับระดมทุนได้เพียงประมาณ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ตั้งเป้าระดมเงินปีละ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ในประเทศกำลังพัฒนา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างความต้องการเงินทุนกับเงินที่สามารถระดมได้จริง และทำให้เกิดคำถามว่าโลกจะสร้างระบบการเงินเพื่อธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพเพียงพอได้อย่างไร

ประเทศอาร์เมเนีย เจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (COP17) ปี 2026
ประเทศอาร์เมเนีย เจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (COP17) ปี 2026

เมื่อการเมืองเข้ามาขวางการเจรจาวิทยาศาสตร์

อีกหนึ่งข้อกังวลจาก COP17 คือความขัดแย้งเกี่ยวกับบทบาทของวิทยาศาสตร์และองค์กรระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ประเมินสถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

อัลเฟรด เดอเจมมิส จาก Wildlife Conservation Society ระบุว่า การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแนวทางทางการเมืองที่ขัดขวางความคืบหน้า ซึ่งเคยเกิดขึ้นในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ กำลังส่งผลต่อการเจรจาด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้วย

แม้จะมีรัฐมนตรีจากประเทศต่าง ๆ ประมาณ 70 คนเข้าร่วมการเจรจาในสัปดาห์สุดท้ายเพื่อเร่งหาข้อสรุป แต่กระบวนการยังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่ผู้นำชนพื้นเมืองและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ ตระหนักถึงความเร่งด่วนของวิกฤตธรรมชาติมากขึ้น

COP17 จบลงแล้ว...แต่บททดสอบที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศยังมีความสำคัญต่อการรับมือวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ แต่การมีข้อตกลงร่วมกันไม่ได้หมายความว่าเป้าหมายจะบรรลุผลโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ การนำข้อตกลงไปปฏิบัติจริง การจัดหาเงินทุนให้เพียงพอ การลดเงินอุดหนุนที่สร้างความเสียหายต่อธรรมชาติ และการติดตามผลที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมมีมติให้ “เอกวาดอร์” เป็นเจ้าภาพการประชุมด้านความหลากหลายทางชีวภาพครั้งถัดไปในปี 2028 หลังเอาชนะปานามาด้วยการลงคะแนนลับ

บทเรียนสำคัญจาก COP17 คือโลกไม่ได้ขาดเป้าหมายในการปกป้องธรรมชาติ แต่ยังต้องเร่งเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นการลงมือทำที่วัดผลได้จริง เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของการประชุมไม่ได้อยู่ที่จำนวนข้อตกลงบนโต๊ะเจรจา แต่อยู่ที่ว่าผืนป่า มหาสมุทร และสิ่งมีชีวิตบนโลกได้รับการปกป้องมากขึ้นเพียงใด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์