นักวิทย์จับตา ‘Super El Niño 69’ หลังทะเลเดือดทุบสถิติ หวั่นวิกฤตภูมิอากาศรอบใหม่ซ้ำรอยปี 40

26 ต.ค. 2569 - 09:12

  • NASA เผยข้อมูลดาวเทียมชี้เอลนีโญปี 2026 ทรงพลังใกล้เคียงปี 1997–1998 ที่เคยสร้างความเสียหายทั่วโลก

  • ก่อตัวเร็วผิดปกติ พฤติกรรมมวลน้ำอุ่นดันชิดฝั่งอเมริกาใต้อย่างรวดเร็ว เสี่ยงทำลายสถิติอุณหภูมิและการสะสมความร้อน

  • ฤดูหนาวแปรปรวน NOAA คาดโอกาสสูงถึง 83% ที่ความรุนแรงจะลากยาวข้ามปี ทั่วโลกรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลัน

นักวิทย์จับตา ‘Super El Niño 69’ หลังทะเลเดือดทุบสถิติ หวั่นวิกฤตภูมิอากาศรอบใหม่ซ้ำรอยปี 40

ดาวเทียม NASA เตือนสัญญาณมวลน้ำอุ่นแปซิฟิกพุ่งสูงเทียบเท่าครั้งเอลนีโญร้ายแรงในอดีต หวั่นสภาพอากาศโลกแปรปรวนสุดขั้วส่งท้ายปี

ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกๆ 2 ถึง 7 ปี กำลังกลับมาสร้างความกังวลให้กับนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกอีกครั้ง หลังพบการสะสมตัวของมวลน้ำอุ่นบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ส่งสัญญาณว่าอาจเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ถอดรหัสกลไก Feedback Loop มหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นจัด

โดยปกติแล้ว “ลมค้า” (Trade Winds) จะพัดพามวลน้ำอุ่นไปสะสมอยู่ทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ทว่า เมื่อลมค้าเริ่มอ่อนกำลังลง มวลน้ำอุ่นดังกล่าวจึงดันตัวย้อนกลับไปทางทิศตะวันออก เกิดเป็นวงจรป้อนกลับ (Feedback Loop) ที่ยิ่งส่งผลให้ลมค้ารวนเรและเปลี่ยนทิศทาง ทวีความรุนแรงจนทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทางแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

green-space-super-el-nino-2026-ocean-warming-climate-crisis-SPACEBAR-Photo01.jpg

หลักฐานจากอวกาศเตือนพบสัญญาณความร้อน

ข้อมูลการตรวจวัดระดับผิวน้ำทะเลผ่านดาวเทียม TOPEX/Poseidon และ Sentinel-6 Michael Freilich โดยห้องปฏิบัติการเจ็ทขับดัน (JPL) ของ NASA ชี้ให้เห็นว่า ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกขยายตัวสูงขึ้นผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

“ความพิเศษของการวัดด้วยดาวเทียมทำให้เรามีบันทึกข้อมูลต่อเนื่องยาวนานถึง 35 ปี ซึ่งช่วยให้เราเปรียบเทียบเอลนีโญรอบนี้กับปี 1997 ได้อย่างแม่นยำ และในขณะนี้ มันมีแนวโน้มที่จะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม”

— ดร.จอช วิลลิส นักวิทยาศาสตร์จาก JPL ระบุ

ซูเปอร์เอลนีโญทำอุณหภูมิแปซิฟิกทุบสถิติ

จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service)ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงได้ทำลายสถิติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในโซนติดตามสำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เรียกว่า Nino3.4 ในเดือนกันยายน 2026 โดยพุ่งสูงถึง 29.70°C ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิมของเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในปี 1982/1983, 1997/1998 และ 2015/2016

ความท้าทายปี 2026

ความรุนแรงทัดเทียม แต่รูปแบบ ‘หยาดน้ำฟ้า’ ต่างออกไป

แม้เอลนีโญรอบนี้จะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปี 1997–1998 (ปี พ.ศ. 2540-2541) แต่ทิศทางการเคลื่อนตัวของมวลน้ำอุ่นที่แผ่ชิดชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้กลับมีความคล้ายคลึงกัน

ต่างจากเหตุการณ์ปี 2015–2016 ที่มวลน้ำอุ่นไม่ได้ดันชิดฝั่งมากนัก ส่งผลให้รูปแบบการเกิด “หยาดน้ำฟ้า” (หรือ Rainfall Patterns ศัพท์ทางอุตุนิยมวิทยาซึ่งครอบคลุมน้ำทุกรูปแบบที่ตกมาจากฟ้า ทั้งฝน ฝนน้ำแข็ง หิมะ ลูกเห็บ) และปริมาณฝนในฤดูหนาวนี้อาจส่งผลกระทบหนักในพื้นที่แถบแคลิฟอร์เนียและตอนล่างของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับอดีต

green-space-super-el-nino-2026-ocean-warming-climate-crisis-SPACEBAR-Photo02.jpg

NOAA ชี้เอลนีโญลากยาวข้ามปี เตือนโลกรับมือความไม่แน่นอน

ทางด้านศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศ NOAA ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงถึง 83% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากจะลากยาวไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2027

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการส่งผ่านพลังงานผ่านชั้นบรรยากาศที่มีความแปรปรวนสูงอาจทำให้ผลกระทบจริงในแต่ละพื้นที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์