สัปดาห์นี้เราได้เห็นข่าวยุโรปเผชิญ “คลื่นความร้อน” รุนแรงรายชั่วโมง เนื่องจากความร้อนที่ปกคลุมหลายประเทศในยุโรป ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขในหลายประเทศต้องออกคำเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังผลกระทบจากอากาศร้อนจัด
แม้คลื่นความร้อนจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศชี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่าโลกที่ร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังทำให้สภาพอากาศสุดขั้วมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
“โอเมกาบล็อก” (Omega Block) คืออะไร
ทำไมจึงทำให้ยุโรปร้อนผิดปกติ?
โอเมกาบล็อก (Omega Block) คือรูปแบบการไหลเวียนของบรรยากาศระดับสูงที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษรกรีก Ω (โอเมกา)โดยมีบริเวณความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ถูกขนาบอยู่ระหว่างพื้นที่ความกดอากาศต่ำสองด้าน ทำให้กระแสลมกรด (Jet Stream) ซึ่งปกติพัดพาระบบอากาศจากตะวันตกไปตะวันออกเกิดการบิดตัวและหยุดนิ่ง คล้ายกับการจราจรติดขัดบนท้องฟ้า ส่งผลให้สภาพอากาศเดิมค้างอยู่เหนือพื้นที่เดิมเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์
ในกรณีของยุโรปช่วงคลื่นความร้อนล่าสุด ศูนย์กลางของโอเมกาบล็อกเป็นบริเวณความกดอากาศสูงที่ครอบคลุมยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ทำหน้าที่เสมือนฝาชีครอบที่กักอากาศร้อนเอาไว้ พร้อมดึงมวลอากาศร้อนจากแอฟริกาเหนือขึ้นมาสะสมเหนือทวีปยุโรปอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่มีระบบอากาศใหม่เข้ามาแทนที่ ความร้อนจึงสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายพื้นที่ของฝรั่งเศสและสเปนมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส
อีกปัจจัยสำคัญคือ ความกดอากาศสูงภายใต้โอเมกาบล็อกจะยับยั้งการก่อตัวของเมฆ ทำให้ท้องฟ้าโปร่ง แสงแดดส่องถึงพื้นผิวโลกได้เต็มที่ ขณะเดียวกันลมอ่อนและอากาศนิ่ง ทำให้ความร้อนระบายออกได้ยาก เกิดการสะสมพลังงานความร้อนต่อเนื่องจนกลายเป็นคลื่นความร้อนรุนแรงและยาวนานกว่าปกติ

จากเครื่องดูดฝุ่น สู่โดมความร้อน
นักอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศสเปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ว่าเหมือน “เครื่องดูดฝุ่น” ที่คอยดูดมวลอากาศร้อนจากแอฟริกาเหนือขึ้นสู่ยุโรปอย่างต่อเนื่อง
หากสภาพอากาศมีเสถียรภาพมากพอ ระบบความกดอากาศสูงดังกล่าวอาจพัฒนาเป็น Heat Dome หรือ “โดมความร้อน” ซึ่งทำหน้าที่เสมือนฝาปิดขนาดยักษ์ครอบพื้นที่เอาไว้
ภายใต้โดมความร้อน อากาศที่จมตัวลงจะถูกบีบอัดจนร้อนขึ้น ขณะที่ความร้อนบริเวณพื้นผิวโลกไม่สามารถระบายออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ง่าย เมฆก่อตัวได้น้อย ท้องฟ้าเปิดรับแสงแดดเต็มที่ และลมสงบ ส่งผลให้เกิดวงจรสะสมความร้อนที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โอเมกาบล็อก ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ และเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในหลายภูมิภาคของโลก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “พื้นฐานอุณหภูมิโลก” ที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เมื่อเกิดโอเมกาบล็อกขึ้น คลื่นความร้อนที่ตามมาจะรุนแรงกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่ร้อนกว่าที่ควรจะเป็นราว 2-4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับโลกที่ไม่มีภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์

โลกร้อนไม่ได้สร้างโอเมกาบล็อก แต่ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ทั้ง “โอเมกาบล็อก” และ “โดมความร้อน” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ และสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในหลายพื้นที่ของโลก ทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ และมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “อุณหภูมิพื้นฐานของโลก” ที่สูงขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ
ปัจจุบันโลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมราว 1.3 องศาเซลเซียส และโลกอาจแตะ 1.5°C ถาวรเร็วกว่าที่เคยคาด 4 ปี ทำให้เมื่อเกิดคลื่นความร้อน อุณหภูมิจะพุ่งสูงกว่าที่เคยเป็นในอดีต นักวิจัยจาก Imperial College London ระบุว่า คลื่นความร้อนในยุโรปปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้นราว 2-4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับโลกที่ไม่มีภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์
บทเรียนที่โลกต้องจับตา
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ปรากฏการณ์โอเมกาบล็อกเกิดบ่อยขึ้นหรือไม่ แต่มีฉันทามติชัดเจนว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มทั้ง “ความถี่” และ “ความรุนแรง” ของคลื่นความร้อนทั่วโลก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรปจึงเป็นมากกว่าข่าวสภาพอากาศของอีกซีกโลก เพราะเป็นเหมือนสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่หลายประเทศ รวมถึงประเทสไทย ที่อาจต้องเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว เรนบอมบ์ และปรากฏการณ์ฝนแช่บ่อยครั้งขึ้น ภายใต้โลกที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง






