ไฟป่าในอินโดนีเซียซึ่งก่อให้เกิดควันพิษและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียน (ASMC) ซึ่งเป็นหน่วยงานติดตามสภาพอากาศของอาเซียนประกาศเตือนภัยในระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 ต.ค.)
ระดับการแจ้งเตือนจะถูกประกาศเมื่อมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่รุนแรงในอาเซียน โดยจะใช้ในกรณีที่เกิดหมอกควันในระดับปานกลางถึงหนาแน่นเป็นวงกว้าง ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ ASMC ระบุว่า ปีนี้ทางศูนย์ออกประกาศแจ้งเตือนระดับ 3 ไปแล้ว 2 ครั้งคือ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม และ 26 สิงหาคม
มลพิษจากควันไฟป่าที่กินเวลานานหลายเดือนทำให้โรงเรียนต้องปิดและจำกัดกิจกรรมกลางแจ้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และติมอร์-เลสเต ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อวันเสาร์ (17 ต.ค.) สิงคโปร์อยู่อันดับ 2 ในการจัดอันดับเมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกแบบเรียลไทม์ของ IQAir รองจากกรุงแบกแดดของอิรัก โดยมีกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียอยู่อันดับ 3 โดยผลการตรวจวัดทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงระดับ “อันตรายมาก”
เพื่อนบ้านไม่พอใจ
เมื่วันเสาร์ ทางการอินโดนีเซียใช้เครื่องบินโปรยน้ำแข็งแห้งกว่า 2.4 ตันเหนือจังหวัดสุมาตราใต้ เพื่อสลายหมอกควัน และยังระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 60,000 นายเพื่อรับมือกับเหตุไฟป่า โดยได้รับการสนับสนุนจากอากาศยาน 61 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงอากาศยานสำหรับปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟจำนวน 44 ลำ
วิกฤตไฟป่าอินโดนีเซียครั้งนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยบรรดาสมาชิกรัฐสภามาเลเซียเรียกร้องให้ดำเนินการเข้มงวดขึ้น ซึ่งมีรายหนึ่งระบุว่า การที่อินโดนีเซียไม่สามารถควบคุมเหตุไฟไหม้ได้นั้นถือเป็น “พฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ”
ทางการมาเลเซียร้องขอให้มีการประชุมอาเซียนเป็นการเร่งด่วนเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์นี้ และคาดว่าประเด็นดังกล่าวจะถูกบรรจุไว้ในวาระการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงมะนิลาในเดือนพฤศจิกายนนี้
ไครุล อัซฮาร์ พนักงานธนาคารวัย 33 ปีเผยกับสำนักข่าว AFP ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ว่า “ถือว่าไม่ค่อยยุติธรรมกับมาเลเซียเท่าไรนัก เพราะเป็นผลมาจากพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบของประเทศเพื่อนบ้านของเรา เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อกิจวัตรในช่วงสุดสัปดาห์ของเรา ไม่ใช่แค่สำหรับพวกเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวมาเลเซียอีกหลายคนด้วย”
ในติมอร์ตะวันออก มลพิษทางอากาศยังคงเป็นอันตรายอย่างต่อเนื่องในวันเสาร์ รวมถึงในเมืองหลวงดิลี

สิงคโปร์เผชิญกับค่าดัชนีมาตรฐานมลพิษ (Pollutant Standards Index หรือ PSI) ที่อยู่ในระดับไม่ดีติดต่อกันเป็นเวลา 13 วันแล้ว ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตหมอกควันในปี 2015 โดยวันที่ถือว่ามีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับไม่ดี คือวันที่ค่า PSI ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของวันพุ่งสูงเกิน 100 ในพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสิงคโปร์
ทางการสิงคโปร์กำลังพิจารณาออกคำเตือนไปยังบริษัท 7 แห่งในอินโดนีเซียที่สิงคโปร์มองว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุไฟป่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้จัดหาไม้แปรรูปและไม้ซุงในสุมาตรา
อย่างไรก็ดี ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดนปี 2002 ยังขาดกลไกการบังคับใช้ และความพยายามก่อนหน้านี้ของสิงคโปร์ในการดำเนินคดีทางกฎหมายกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับไฟป่าก็ไม่สำเร็จ
โดมินิก ซาเวียร์ อิมพีเรียล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ฝ่ายกิจการอาเซียนเผยเมื่อวันศุกร์ว่า หมอกควันจะถูกนำมาหารือในการประชุมที่จะเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนที่กรุงมะนิลา
ในเมืองปาลังการายาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ศูนย์กลางของเหตุไฟป่าที่ส่งผลให้เกิดหมอกควันหนาทึบจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีส้มราวกับวันสิ้นโลก ประชาชนต่างบอกว่า พวกเขากำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
มาร์ซูกี ช่างซ่อมเครื่องยนต์วัย 38 ปีบอกว่า “หมอกควันส่งผลกระทบต่อพวกเราอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้รายได้ของเราลดลง”
เขาเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “ทุกวันนี้สภาพเศรษฐกิจก็ยากลำบากอยู่แล้ว และหมอกควันก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก” และว่า สถานการณ์ในปีนี้เลวร้ายยิ่งกว่าเหตุการณ์หมอกควันครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 เสียอีก

วิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดนครั้งเลวร้ายที่สุด
เบน เชอร์ชิลล์ ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยว่า อาเซียนกำลังเผชิญกับวิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดนครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่ง และวิกฤตนี้อาจลากยาวไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จนกว่ากระแสลมจะเปลี่ยนทิศทางและฝนจะตกลงมาในช่วงปลายปีนี้
อย่างไรก็ตาม เชอร์ชิลล์กล่าวว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านตามฤดูกาลว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า สภาวะเอลนีโญที่รุนแรงมักจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
เชอร์ชิลล์เผยกับสำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์ว่า ในช่วง 7 วันนับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ครึ่งหนึ่งของหมอกควันส่วนใหญ่ของโลกมีต้นกำเนิดมาจากอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเผชิญกับไฟป่าเป็นประจำในช่วงฤดูแล้งประจำปี แต่ไฟป่าในปีนี้รุนแรงกว่าปกติเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง ซึ่งมักนำมาซึ่งภัยแล้งให้กับประเทศ ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่ไปหลายแสนเฮกตาร์
Photo by REINA / AFP





