ดูท่าว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านได้ยกระดับกลับเข้าสู่ ‘ภาวะสงครามเต็มรูปแบบ’ อีกครั้ง หลังสหรัฐฯ ไล่ถล่มอิหร่าน 10 คืนติด ส่วนอิหร่านก็เปิดศึกรอบด้านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีพันธมิตรและฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน อิรัก คูเวต และบาห์เรน
ทว่าแนวร่วมรบของอิหร่านอย่างกลุ่มฮูตีก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังประกาศมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียทันที และส่งสัญญาณว่าพวกเขาอาจจะปิด ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ ที่เป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญสำหรับการค้าโลก
นั่นหมายความว่า “การปิดประตูทางใต้ของทะเลแดง (บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ) จะส่งผลให้ซาอุฯ สูญเสียเส้นทางการขนส่งทางเลือกที่สำคัญ ซึ่งเดิมทีมีไว้ใช้ระบายน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”
การโจมตีระลอกใหม่ของกลุ่มฮูตีส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกอย่างไร...

หากกลุ่มฮูตีปิดตายช่องแคบบับเอลมันเดบ จะถือเป็นการทำลายเส้นทางเดินเรือน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งอาจจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นรอบใหม่ ระบบขนส่งเชื้อเพลิงหยุดชะงัก และซ้ำเติมภาวะตึงเครียดต่อเศรษฐกิจโลกให้ย่ำแย่ลงกว่าเดิม
“ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะลอตัวลง ทำให้นักลงทุนกำลังจับตาดูปัจจัยกระตุ้นใหม่ ๆ ที่จะดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก...ซึ่งการที่กลุ่มฮูตีกลับมาเปิดฉากโจมตีทางทะเลอีกครั้ง และสามารถปิดช่องแคบบับเอลมันเดบได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นดังกล่าวอย่างแน่นอน”
— ริชาร์ด บรอนซ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายภูมิรัฐศาสตร์จากบริษัทที่ปรึกษา Energy Aspects กล่าว
ราคาน้ำมันขยับขึ้นไม่ถึง 1% มาอยู่ที่ราว 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากกลุ่มฮูตีออกแถลงการณ์ปิดล้อมทางทะเล โดยก่อนที่จะมีแถลงการณ์ของฮูตี ราคาน้ำมันเคยถูกกดให้ต่ำลง เนื่องจากตลาดมีความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะยอมกลับมาเจรจาสันติภาพกัน แม้ตอนนี้ราคาจะอยู่ที่ 89 ดอลลาร์ แต่ในปีนีราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเคยพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดมาแล้วที่ 126 ดอลลาร์ ซึ่งก็ยังคงต่ำกว่าสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เคยทำไว้ 147 ดอลลาร์เมื่อปี 2008
โรงกลั่นในเอเชียกระทบเต็มๆ...

ช่องแคบบับเอลมันเดบเป็นอีกหนึ่งเส้นทางขนส่งสำคัญที่เชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน และเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบรวมถึงเชื้อเพลิงต่าง ๆ ระหว่างตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย นับตั้งแต่กลุ่มฮูตีเริ่มเปิดฉากโจมตีเรือขนส่งสินค้าในปี 2023 เรือจำนวนมากได้เปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทน ซึ่งเป็นการเพิ่มทั้งต้นทุนและความล่าช้าให้กับการค้าโลก
หากช่องแคบนี้ถูกปิดตายโดยสมบูรณ์ จะส่งผลกระทบที่รุนแรงที่สุดต่อการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุฯ จากท่าเรือยันบูในทะเลแดง
“โรงกลั่นในเอเชียที่สั่งซื้อน้ำมันล็อตนี้อาจต้องเจอความล่าช้านานราว ๆ 1 เดือน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันต้องแล่นอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทน...ผลกระทบในเดือนแรกจะรุนแรงและมหาศาลมาก และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดก็คือเส้นทางการขนส่งน้ำมันของซาอุฯ”
— แมตต์ สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์จาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านสินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน ระบุ
ขณะที่ บรอนซ์ ประเมินว่า “น้ำมันดิบของซาอุฯ ปริมาณมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ปัจจุบันต้องขนส่งผ่านทะเลแดงเพื่อมายังเอเชีย อาจต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเดินเรือที่ไกลกว่าเดิมมาก ซึ่งการหยุดชะงักในครั้งนี้จะทำให้เกิดปัญหาการขนส่งติดขัด เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มลำ ไม่สามารถแล่นผ่านคลองสุเอซได้ ในขณะที่ขีดความสามารถของท่อส่งน้ำมันซูเมด (SUMED) ของอียิปต์ ซึ่งเชื่อมระหว่างทะเลแดงและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น มีจำกัดและไม่สามารถขยายเพิ่มได้อีก”
ข้อมูลจาก Kpler แสดงให้เห็นว่า ซาอุฯ ส่งออกน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงจากท่าเรือยันบูเฉลี่ยมากกว่า 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวันมาตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งราว 70% ของปริมาณดังกล่าวถูกส่งมายังเอเชีย
จอห์น เพซี ประธานบริษัทที่ปรึกษา ‘Stratas Advisors’ กล่าวว่า “ผลกระทบในครั้งนี้จะขยายวงกว้างไปไกลกว่าแค่ตลาดน้ำมัน หากฮูตีขัดขวางการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงได้จริง ๆ มันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งสิ่งนี้จะบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจโลกทั้งหมด และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้ในที่สุด”
“ผลกระทบแรกที่จะเกิดขึ้นทันทีคือ โรงกลั่นทั่วโลกจะแย่งกันซื้อน้ำมันที่เหลืออยู่ในตลาด จนดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกอาจทะยานกลับขึ้นไปสูงถึง 115–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ค่าขนส่งสินค้าทางเรือ และค่าประกันภัยเรือจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันต้องเปลี่ยนเส้นทางไปแล่นอ้อมทวีปแอฟริกาซึ่งมีระยะทางไกลกว่าเดิมมาก”
— เพซี กล่าว
นอกจากนี้ ต้นทุนทำกำไรของโรงกลั่นยังพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ทะลุ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตั้งแต่วันศุกร์ (17 ก.ค.) และราคายังคงแพงต่อเนื่องมาจนถึงวันจันทร์ (20 ก.ค.) เนื่องจากโดยปกติแล้ว การจัดส่งน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินจากเอเชียและตะวันออกกลางไปยังยุโรป จะต้องขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบแห่งนี้เป็นหลัก
(Photo by NHAC NGUYEN / AFP)





