สื่อยิวอ้างอิหร่านใช้ ‘เครือข่ายศาสนา-สถาบันศึกษา’ วางรากฐานในไทย ปลุกกระแสเกลียดชังคนอิสราเอล

17 ก.ย. 2569 - 12:02

  • สำนักข่าว Israel Hayom ของอิสราเอลอ้างว่า คลื่นความขัดแย้งและความเกลียดชังต่อชาวอิสราเอลในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มีสาเหตุหนึ่งมาจาก ‘การที่อิหร่านเข้ามาวางรากฐานและสร้างเครือข่ายในไทยไว้เป็นเวลานาน’

  • การกระทำดังกล่าว ทำให้อิหร่านสามารถใช้สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา และกลุ่มนักเคลื่อนไหวนิกายชีอะฮ์ มาเป็นเครื่องมือในการชี้นำกระแสสังคมและปลุกปั่นความคิดต่อต้านอิสราเอลได้

สื่อยิวอ้างอิหร่านใช้ ‘เครือข่ายศาสนา-สถาบันศึกษา’ วางรากฐานในไทย ปลุกกระแสเกลียดชังคนอิสราเอล

สำนักข่าว Israel Hayom ของอิสราเอลอ้างว่า คลื่นความขัดแย้งและความเกลียดชังต่อชาวอิสราเอลในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แม้มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่กระทบคนในท้องถิ่น 

แต่มีอยู่ปัจจัยหนึ่งที่ได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย นั่นก็คือ “การที่อิหร่านเข้ามาวางรากฐานและสร้างเครือข่ายในไทยไว้เป็นเวลานาน จนสามารถใช้สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา และกลุ่มนักเคลื่อนไหวนิกายชีอะฮ์ มาเป็นเครื่องมือในการชี้นำกระแสสังคมและปลุกปั่นความคิดต่อต้านอิสราเอลได้” 

การเข้ามามีบทบาทของอิหร่านในประเทศไทยขยายวงกว้างเกินกว่าการทูตปกติ ผ่านการลงทุนในศูนย์ศาสนา ความสัมพันธ์กับผู้นำท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาในเครือข่ายนิกายชีอะฮ์ แม้กิจกรรมของชาวชีอะฮ์จะไม่เท่ากับกิจกรรมของรัฐอิหร่าน แต่สิ่งนี้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอิทธิพลและการเข้าถึงมวลชน ซึ่งอิหร่านสามารถหยิบยกมาขับเคลื่อนตามผลประโยชน์ได้ 

นับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ประเด็นดังกล่าวได้ทวีความสำคัญและมีความเกี่ยวข้องเด่นชัดขึ้น

บุคคลสำคัญในชุมชนชีอะฮ์ของไทย รวมถึงผู้นำทางศาสนา ไซยิด สุไลมาน ฮุซัยนี และ ผศ.ดร.เลอพงษ์ ซายิด น้องชาย ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาอิสลามการเมือง มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุศฏอฟา ประเทศอิหร่าน และอดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน ต่างเคยมีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในการนำมวลชนประท้วงที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล รวมถึงการเคลื่อนไหวในพื้นที่สาธารณะเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซา และความพยายามในการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันชาวไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า กระแสต่อต้านนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลสามารถลุกลามกลายเป็นการแสดงความจงเกลียดจงชังต่อการคงอยู่ของชาวยิวและชาวอิสราเอลได้อย่างรวดเร็วเพียงใด โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา มีประชาชนราว 500 คนรวมตัวประท้วงในจังหวัดภูเก็ตใกล้กับศูนย์ชาบัด (Chabad House) จนส่งผลให้งานเฉลิมฉลองเทศกาลรอชฮาชานาห์ (ปีใหม่ยิว) ที่วางแผนไว้ต้องถูกยกเลิกไป เนื่องจากความกังวลว่าจะเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น 

ในขณะเดียวกัน กลุ่มนักเคลื่อนไหวก็กล่าวหาว่าศูนย์ชาบัดและเครือข่าย ‘ไซโอนิสต์’ กำลังพยายามเข้ามาครอบครองที่ดินในไทย ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอิสราเอลตามปกติ แต่เข้าข่ายทฤษฎีสมคบคิดและการแสดงความเกลียดชังชาวยิว (Antisemitism) 

แม้ว่าการประท้วงหลักในครั้งนี้จะนำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล นักเคลื่อนไหวการเมืองไทย และกลุ่มมวลชนในท้องถิ่น แต่พวกเขาก็ได้รับการสนับสนุนบนโลกออนไลน์จากเครือข่ายที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านด้วยเช่นกัน ซึ่งอิหร่านไม่จำเป็นต้องลงมือจัดตั้งการประท้วงเองด้วยซ้ำ เพราะการวางรากฐานด้านศาสนา วิชาการ และสังคมมานานหลายปี ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเผยแพร่และสร้างความชอบธรรมให้แก่กระแสต่อต้านอิสราเอลในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี 

และนี่คือจุดบกพร่องสำคัญที่อิสราเอลยังคงประสบปัญหาในการรับมือ เพราะในขณะที่อิสราเอลมุ่งเน้นไปที่การเฝ้าระวังภัยคุกคามทางทหาร การข่าวกรอง และการก่อการร้ายของอิหร่านเป็นหลัก 

แต่อิหร่านกลับใช้เวลาหลายปีไปกับการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา ศูนย์ศาสนา สมาคมศิษย์เก่า ช่องทางสื่อ ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำศาสนาและนักเคลื่อนไหวในท้องถิ่น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งผิดกฎหมายหรือดำเนินการอย่างลับ ๆ เสมอไป ทว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นพลังทวีคูณที่ช่วยขยายผลและเพิ่มน้ำหนักให้กับกระแสการชวนเชื่อของฝั่งอิหร่านได้เป็นอย่างดี 

การรับมือกับอิทธิพลของอิหร่านจึงไม่สามารถจำกัดอยู่แค่เพียงการขัดขวางหน่วยรบเอกเทศคุดส์ (Quds Force) เท่านั้น แต่อิสราเอลและประเทศพันธมิตรจำเป็นต้องร่วมมือกันวางระบบระบุเครือข่ายอิทธิพลของอิหร่านอย่างทั่วถึง ตีแผ่แหล่งเงินทุนและความเชื่อมโยงกับสถาบันต่าง ๆ ประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงนำเสนอทางเลือกใหม่ ๆ ทั้งในด้านการศึกษา สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม 

เหตุการณ์ในประเทศไทยถือเป็นเครื่องเตือนใจว่า การเผชิญหน้ากับอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเตหะราน กรุงเบรุต หรือแถบอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น แต่กำลังลุกลามเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย ศูนย์ศาสนา และเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากภูมิภาคตะวันออกกลางออกไปหลายพันไมล์ 

(Photo by Arnun Chonmahatrakool / THAI NEWS PIX / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์