เหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันครั้งรุนแรงที่พัดถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 600 ราย และมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 2,500 คน โดยมีสาเหตุเบื้องต้นมาจากหน้าผาและธารน้ำแข็งบนภูเขาสูงพังถล่มลงมา ทำให้มวลหินและดินโคลนจำนวนมหาศาลร่วงลงสู่หุบเขาด้านล่างอย่างรุนแรง กลายเป็นน้ำป่าผสมโคลนพัดถล่มบ้านเรือน ถนน และสะพานจนพังยับเยิน
แม้ว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว แต่การที่ธารน้ำแข็งพังทลายลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงแบบนี้ กำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดาในยุคที่โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ...ภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์เป็นตัวเร่งให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเมื่อมันละลายจนถึงจุดหนึ่ง ธารน้ำแข็งที่ห้อยอยู่อย่างน่าหวาดเสียวบนยอดเขา ก็จะร่วงลงมาถล่มทุกสิ่งที่อยู่ด้านล่างจนหมดสิ้น
เทือกเขาหิมาลัยไม่ใช่พื้นที่เดียวที่มีธารน้ำแข็งบนภูเขาสูง แต่สถานที่อย่างนอร์เวย์ นิวซีแลนด์ ไอซ์แลนด์ และชิลี ต่างก็มี ‘ระเบิดเวลาน้ำแข็ง’ แขวนอยู่บนยอดเขาสูงสุดเช่นกัน
“ภาวะโลกร้อนที่รวดเร็วและการละลายที่เร่งตัวขึ้น กำลังทำให้พื้นที่ธารน้ำแข็งทั่วโลกตกอยู่ในอันตราย ซึ่งหากธารน้ำแข็งเหล่านี้พังถล่มลงมา ก็อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงได้ตั้งแต่น้ำท่วมฉับพลัน ไปจนถึงคลื่นยักษ์เมกาสึนามิที่สูงเท่าตึกระฟ้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศในแต่ละพื้นที่”
— ดร.โมฮัน บาฮาดัวร์ ชันด์ นักธารน้ำแข็งวิทยาจากเนปาลและนักสำรวจของ National Geographic เตือน
“แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีหวัง...ธารน้ำแข็งที่อันตรายบางแห่ง หากได้รับการเฝ้าระวังอย่างถูกต้อง มันก็จะส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่จะพังถล่มลงมา ซึ่งหมายความว่าเราจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้นับพันคนหากมีการเตรียมพร้อมที่ดีพอ” อัลตัน ไบเยอร์ส นักสำรวจของ National Geographic และผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติจากธารน้ำแข็ง แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ กล่าว
แต่คำถามสำคัญก็คือ ระบบเตือนภัยเหล่านี้จะเพียงพอที่จะช่วยให้ผู้คนนับล้านรอดชีวิตในอนาคตที่โลกของเราจะยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่?
“ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะโลกร้อนถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ธารน้ำแข็งพังถล่มทั้งหมดนี้ ซึ่งหลักการของมันตรงไปตรงมามาก...เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ธารน้ำแข็งจะละลายเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดทะเลสาบน้ำแข็งและปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ภูเขาขาดความมั่นคง ประกอบกับโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เปราะบางอยู่แล้ว” ดร. ชันด์ อธิบาย
อาจเกิดธารน้ำแข็งถล่มถี่ขึ้นภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า...

หากชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรของโลกยังคงร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ในอีกไม่กี่ 10 ปีข้างหน้าเราจะต้องเจอกับงานหนัก เพราะภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งจะเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น
ดร.คริสเตน คุก นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีสัณฐานวิทยาจากสำนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเกรอนอบล์ แอลป์ ประเทศฝรั่งเศส คุก เตือนว่า “พื้นที่บนภูเขาสูงจะมีความเสี่ยงและพร้อมถล่มได้ง่ายขึ้น แม้เหตุการณ์ในเนปาลครั้งนี้จะรุนแรงเป็นพิเศษ แต่หลังจากนี้ก็ยังจะเกิดเหตุการณ์พังถล่มในลักษณะเดียวกันนี้ที่มีขนาดเล็กกว่าตามมาอย่างต่อเนื่องแน่นอน”
ทว่าอันตรายจากธารน้ำแข็งถล่มไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่เทือกเขาหิมาลัยเพียงแห่งเดียว...
อัลตัน ไบเยอร์ส เผยว่า “เทือกเขาแอนดีส โดยเฉพาะบริเวณคอร์ดิลเลอรา บลันกา (Cordillera Blanca) ในประเทศเปรู ก็เผชิญกับภัยพิบัติทะเลสาบน้ำแข็งแตกถล่มมาตั้งแต่ปี 1940 แล้ว เนื่องจากธารน้ำแข็งที่นี่อยู่บนภูเขาที่ไม่สูงมากนัก จึงได้รับผลกระทบจากความร้อนและละลายเร็วกว่าจุดอื่น แม้ว่าทางการจะพยายามใช้ระบบวิศวกรรมเข้ามาช่วย เช่น การขุดร่องระบายน้ำเพื่อลดความรุนแรงของน้ำท่วม แต่วิธีเหล่านี้ก็ทำได้แค่ปลายเหตุ เพราะมันไม่สามารถหยุดยั้งธารน้ำแข็งไม่ให้ละลาย หรือแตกหักหลุดลงมาได้เลย”
แต่ ดร.คุก ชี้ว่า
“เทือกเขาหิมาลัยเป็นพื้นที่ที่เปราะบางและน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะภูมิประเทศแถบนี้มีธารน้ำแข็งจำนวนมากตั้งอยู่บนหน้าผาที่สูงชันมาก และเบื้องล่างก็เป็นหุบเขาแม่น้ำที่ลาดชันไม่แพ้กัน ซึ่งในหุบเขาเหล่านั้นมักเต็มไปด้วยชุมชนและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากความเสี่ยงที่ธารน้ำแข็งจะพังถล่มลงมาแล้ว ผลการศึกษาในปี 2019 ยังพบว่า ‘มีทะเลสาบน้ำแข็งอีกถึง 210 แห่งที่พร้อมจะแตกออกและทำให้น้ำท่วมฉับพลันซัดถล่มหมู่บ้านท้ายน้ำได้ทุกเมื่อ’”
(Photo by PRAKASH MATHEMA / AFP)





