สหประชาชาติ (UN) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คนภายใน 3 วัน เมื่อกลุ่มติดอาวุธชาวซูดานเข้ายึดครองเมืองอัลฟาชีร์ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุในรายงานว่า การโจมตีของกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (RSF) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธกึ่งทหาร รวมถึงการก่ออาชญากรรมโหดร้ายในวงกว้าง ซึ่งเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามและอาจเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
“มันเหมือนฉากในหนังสยองขวัญ” บุคคลหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่เห็นร่างคนถูกเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศขณะที่นักรบกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็วเปิดฉากยิงใส่ผู้คน 1,000 คนที่หลบภัยอยู่ในอาคารมหาวิทยาลัยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า ในช่วงปลายปี 2025 มีผู้เสียหายและพยานมากกว่า 140 คนให้การเป็นพยานในรัฐทางตอนเหนือของซูดานและทางตะวันออกของประเทศชาด
กองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว และกองกำลังติดอาวุธอาหรับพันธมิตรที่รู้จักกันในชื่อ จันจาวีด (Janjaweed) เข้ายึดครองเมืองอัลฟาชีร์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นแห่งเดียวที่เหลืออยู่ของกองทัพซูดานในแคว้นดาร์ฟูร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 และก่อความวุ่นวายไปทั่วเมืองและบริเวณโดยรอบ
ก่อนหน้านี้เมืองอัลฟาชีร์ถูกปิดล้อมมานานกว่า 18 เดือนแล้ว
สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวว่า พบหลักฐานการสังหารผู้คนอย่างน้อย 4,400 คนภายในเมืองระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม ขณะที่อีกกว่า 1,600 คนถูกสังหารขณะพยายามหลบหนีจากการโจมตีของกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า “จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงในช่วงปฏิบัติการโจมตีที่กินเวลาหนึ่งสัปดาห์นั้นสูงกว่านี้อย่างแน่นอน”
รายงานของสหประชาชาติความยาว 29 หน้าได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับความโหดร้ายต่างๆ ซึ่งระบุว่า มีตั้งแต่การสังหารหมู่ การประหารชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ความรุนแรงทางเพศ การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ การทรมานและการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม ไปจนถึงการกักขังและการหายตัวไป โดยในหลายกรณี การโจมตีมีแรงจูงใจมาจากเชื้อชาติ
ความรุนแรงทางเพศ รวมถึงการข่มขืนและการข่มขืนหมู่ ปรากฏให้เห็นอย่างแพร่หลายในระหว่างการโจมตีเมืองอัลฟาชีร์ โดยนักรบของกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็วและกองกำลังพันธมิตรมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงและเด็กหญิง
รายงานระบุว่า การกระทำโหดร้ายต่างๆ ในเมืองอัลฟาชีร์ เมืองหลวงของจังหวัดดาร์ฟูร์เหนือ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการกระทำของกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่อื่นๆ ในสงครามต่อต้านกองทัพซูดาน
กองกำลังติดอาวุธชนเผ่าที่ผันตัวมาเป็นกองกำลังกึ่งทหารนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องอาชญากรรมสงครามและความโหดร้าย นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งก็มีวิดีโอที่แสดงให้เห็นนักรบกลุ่มนี้รุมประชาทัณฑ์ผู้หญิง เฆี่ยนตีเจ้าหน้าที่กู้ภัย และโห่ร้องยินดีเหนือศพเผยแพร่ทางออนไลน์
นับตั้งแต่กองทัพซูดานก่อรัฐประหารเมื่อเดือน ตุลาคม 2021 ซูดานก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสภาที่นำโดยเหล่าแม่ทัพนายพล และมีนายพล 2 คนเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้ คนแรกคือ พลเอก อับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ผู้บัญชาการกองทัพซูดาน ซึ่งกุมตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
ส่วนอีกคนคือ พลเอก โมฮัมเหม็ด ฮัมดัน ดากาโล หรือที่รู้จักกันในนาม “เฮเมดตี” ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดี และผู้บัญชาการกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว
สงครามเริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน 2023 เมื่อการแย่งชิงอำนาจระหว่างสองฝ่ายนำไปสู่การสู้รบอย่างเปิดเผยในเมืองหลวงคาร์ทูม และที่อื่นๆ ทั่วประเทศ
ความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยบางส่วนของประเทศตกอยู่ในภาวะอดอยาก
นอกจากนี้ ยังมีการกระทำโหดร้ายต่างๆ ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศระบุว่า กำลังสอบสวนในฐานะอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
โวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องอีกครั้งให้ทุกฝ่ายในซูดานยุติสิ่งที่เป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงโดยกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของพวกเขา
แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มขึ้นต่อผู้สนับสนุนความขัดแย้งนี้ให้ถอนตัว
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่แพร่หลายว่าเป็นผู้จัดหาอาวุธหลักให้กับนักรบกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว
สัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลสำคัญ 6 คนที่สหราชอาณาจักรกล่าวว่ากำลังสนับสนุนสงครามในซูดาน ซึ่งรวมถึงผู้บัญชาการระดับสูงในกองทัพและกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว และชาวต่างชาติ 3 คนที่ถูกกล่าวหาว่ารับผิดชอบในการเกณฑ์ทหารรับจ้างชาวโคลอมเบียมาต่อสู้ให้กับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษได้ออกมาพูดในรัฐสภาหลังจากที่สหประชาชาติกล่าวอ้างว่าอาวุธที่สหราชอาณาจักรขายอย่างถูกกฎหมายให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นถูกสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขายต่อให้กับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว
อีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษกล่าวตอบว่า “สหราชอาณาจักรมีมาตรการควบคุมการส่งออกอาวุธที่เข้มงวดมาก รวมถึงการป้องกันการเบี่ยงเบนใด ๆ เราจะยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป”
กลุ่มพันธมิตรที่เชื่อมโยงกับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งเรียกตัวเองว่า Sudan Founding Alliance ได้ประกาศแผนการจัดตั้งรัฐบาลซูดานคู่แข่งขึ้นทางตะวันตกของประเทศ
สหภาพแอฟริกาได้ปฏิเสธแผนการดังกล่าว โดยเตือนว่าการกระทำเช่นนั้นจะคุกคามโอกาสในการรวมชาติ
Photo by - / RAPID SUPPORT FORCES (RSF) / AFP





