ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The New York Times เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นว่า ข้อตกลงที่สหรัฐฯ บรรลุกับอิหร่านจะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ “ปลอดค่าธรรมเนียมอย่างถาวร” และยืนยันว่า แม้จะมีข้อโต้แย้งจากนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แต่เขาก็ได้ช่วยอิสราเอลให้รอดพ้นจากการถูกทำลายล้างด้วยอาวุธนิวเคลียร์
ทรัมป์ยังย้ำว่า หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกระบวนการที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) ที่สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ จะกลับมาปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอีกครั้ง หรือทำให้สหรัฐฯ เป็น “ผู้พิทักษ์ตะวันออกกลาง” เพื่อแลกกับรายได้ 20% ของภูมิภาคนี้
ในการสนทนาทางโทรศัพท์นาน 28 นาทีกับ The New York Times และการโทรติดตามสั้นๆ ทรัมป์เน้นย้ำว่า การตัดสินใจโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านหลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้เปลี่ยนแปลงตะวันออกกลางให้เป็นไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่ช่วยเหลือในการเจรจาไกล่เกลี่ย และตำหนินายกรัฐมนตรีอิสราเอลอย่างรุนแรงสำหรับการโจมตีที่เกือบทำให้ข้อตกลงขั้นสุดท้ายล้มเหลว
“เขาเป็นคนที่รับมือยากมาก” ทรัมป์เอ่ยถึงเนทันยาฮู “และพูดตามตรง เขาควรจะขอบคุณเราที่ทำแบบนี้ เพราะถ้าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ อิสราเอลคงอยู่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงด้วยซ้ำ”
แม้ว่าข้อความของข้อตกลงยังไม่ได้รับการเผยแพร่ แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังกล่าวถึงข้อเสนอของอิหร่านที่อิหร่านยังไม่ได้ดำเนินการ หรือที่ถูกเลื่อนไปเจรจาในขั้นตอนต่อไป เช่น บันทึกความเข้าใจดังกล่าวระงับการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 60 วันเท่านั้น แล้วจึงสัญญาว่าจะมีการเจรจาระดับภูมิภาคเกี่ยวกับอนาคต โดยตั้งแต่ก่อนสงครามอิหร่านไม่เคยเก็บค่าผ่านทาง ดังนั้นทรัมป์จึงกำลังแสดงความยินดีกับการกลับคืนสู่สถานะก่อนสงคราม
ทรัมป์มักจะเปรียบเทียบบันทึกความเข้าใจของตัวเองกับบันทึกความเข้าใจที่ลงนามกัยระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา กับผู้นำอิหร่านเมื่อปี 2015 โดยบอกว่า ข้อตกลงของเขาจะทำให้อิหร่าน “ไม่สามารถพัฒนาหรือซื้ออาวุธนิวเคลียร์ได้” โดยอิหร่านตกลงตามนั้นเมื่อให้สัตยาบันสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกในปี 1970 และยืนยันข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้งในหน้าแรกของข้อตกลงสมัยโอบามา
ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาของการเจรจา ซึ่งนำโดยสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ อิหร่านยืนยันว่า จะไม่ยอมสละสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายใต้สนธิสัญญานั้น ทรัมป์บอกว่า พวกเขายังคงเจรจากันอยู่ว่าอิหร่านจะระงับการเสริมสมรรถนะเป็นเวลา 20 ปีหรือไม่ โดยทรัมป์บอกเป็นนัยว่า อาจจะยอมรับการระงับ 15 ปี แต่บอกว่า อิหร่านจะถูกจำกัดให้เสริมสมรรถนะในระดับต่ำเท่านั้น ซึ่ง “ไม่สามารถนำไปใช้ในทางการทหารได้”
ข้อตกลงของรัฐบาลโอบามามีข้อกำหนดเดียวกัน แต่หลังจากที่ทรัมป์ยกเลิกข้อตกลงนั้นในปี 2018 อิหร่านก็เริ่มเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระดับที่สูงขึ้นมาก รวมถึงยูเรเนียมเกรดใกล้เคียงกับระดับที่ใช้ทำระเบิด ซึ่งมีความบริสุทธิ์ถึง 60%
Photo by ALEX WROBLEWSKI / AFP




