ทรัมป์ยอมรับข้อตกลงกับอิหร่านซึ่งไม่ตรงกับเงื่อนไขที่ตัวเองตั้งไว้ตั้งแต่แรก

18 มิ.ย. 2569 - 11:49

  •  ก่อนและหลังสงครามเริ่มต้นไม่นาน ทรัมป์ได้กำหนดเงื่อนไขไว้สูงมากสำหรับการแก้ไขปัญหากับอิหร่าน รวมถึง “การยอมจำนนโดยสิ้นเชิง”

  • ทรัมป์เผยว่า “ถ้าไม่สำเร็จภายใน 60 วัน เราจะกลับไปทิ้งระเบิด” ต่อมาเปลี่ยนเป็นว่า กำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้

  • ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์บางคนแย้งว่า การยอมอ่อนข้อเพียงเพื่อกลับไปสู่สถานะเดิมก่อนเกิดสงคราม แสดงให้เห็นว่าสงครามนั้นเป็นความผิดพลาดที่มีราคาแพง

ทรัมป์ยอมรับข้อตกลงกับอิหร่านซึ่งไม่ตรงกับเงื่อนไขที่ตัวเองตั้งไว้ตั้งแต่แรก

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้แจงเหตุผลของข้อตกลงกับอิหร่านระหว่างการแถลงข่าวนานหนึ่งชั่วโมงเมื่อวันพุธ ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะลดเกณฑ์ความสำเร็จของตัวเองลง และเตือนว่า สหรัฐฯ อาจจะทิ้งระเบิดอิหร่านอีกครั้งหากการเจรจานิวเคลียร์ล้มเหลว

ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามหาข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงานโลก ข้อตกลงนี้ควรจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์บางคนแย้งว่า การยอมอ่อนข้อเพียงเพื่อกลับไปสู่สถานะเดิมก่อนเกิดสงคราม แสดงให้เห็นว่าสงครามนั้นเป็นความผิดพลาดที่มีราคาแพง

ก่อนและหลังสงครามเริ่มต้นไม่นาน ทรัมป์ได้กำหนดเงื่อนไขไว้สูงมากสำหรับการแก้ไขปัญหากับอิหร่าน เงื่อนไขเหล่านั้นรวมถึง “การยอมจำนนโดยสิ้นเชิง” และการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ไม่มีขีปนาวุธ ไม่มีการระดมทุนให้กับกลุ่มตัวแทน ทรัมป์ยังต้องการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำสูงสุดของอิหร่านด้วย

แต่บันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งทรัมป์ลงนามเมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) เป็นข้อตกลงที่มีขอบเขตจำกัดกว่ามาก

อิหร่านได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเพื่อขายน้ำมัน ช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง และการปิดล้อมของสหรัฐฯ ถูกยกเลิก

ทั้งสองฝ่ายยังให้เวลาตัวเอง 60 วันในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ อิหร่านอาจได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดและได้รับเงินและเงินลงทุนที่ถูกอายัดไว้หลายพันล้านดอลลาร์ หากตกลงที่จะจำกัดโครงการนิวเคลียร์และ “กำจัด” คลังอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง

ทรัมป์และทีมเจรจายอมรับว่า ข้อตกลงขั้นสุดท้ายอาจไม่มีวันเกิดขึ้น แต่เขากล่าวเมื่อวันพุธว่า “ถ้าไม่สำเร็จภายใน 60 วัน เราจะกลับไปทิ้งระเบิด” ต่อมาทรัมป์เปลี่ยนเป็นว่า กำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้

ทรัมป์ลดความสำคัญของข้อตกลงลงเล็กน้อย โดยระบุว่า เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจเท่านั้น ซึ่งผิดปกติวิสัย เขายังทำให้กลุ่มสายเหยี่ยวโกรธเคืองมากขึ้นด้วยการแสดงความเห็นใจต่อความปรารถนาของอิหร่านที่จะครอบครองขีปนาวุธและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์

ทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันสายเหยี่ยว นับตั้งแต่รายละเอียดของบันทึกความเข้าใจเริ่มรั่วไหลออกมา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลบอกกับผู้สื่อข่าวว่า อิหร่านขอให้ไม่เผยแพร่เอกสารจนกว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ และความล่าช้านั้น “สร้างความวิตกกังวลอย่างมาก” ในทำเนียบขาว

ทีมงานของทรัมป์ได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิก ลินด์เซย์ เกรแฮม (พรรครีพับลิกันจากรัฐเซาท์แคโรไลนา) ซึ่งรับรองข้อตกลงนี้หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์นาน 1 ชั่วโมงกับสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทำเนียบขาวในเช้าวันพุธ

ในทางกลับกัน วุฒิสมาชิก บิล แคสสิดี (พรรครีพับลิกันจากรัฐลุยเซียนา) อ้างว่า “เรแกนคงพลิกตัวในหลุมศพ” เพราะ “นี่คือความผิดพลาดด้านนโยบายต่างประเทศที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”

ทรัมป์กล่าวถึงสายเหยี่ยวที่กำลังคุกคามว่า “พวกนั้น...จะนำพาประเทศไปสู่ความพินาศ” และ “โง่” ที่ต้องการจะทิ้งระเบิดอิหร่านต่อไป

เพื่อเป็นการยอมรับถึงความลำบากที่อิหร่านสร้างขึ้นโดยการปิดช่องแคบ ทรัมป์บอกว่า เขาไม่ต้องการก่อให้เกิด “หายนะ” ทางเศรษฐกิจและกลายเป็น เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ที่เป็นประธานาธิบดีในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

ทรัมป์แย้งว่าเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ เช่น การทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน ได้บรรลุผลแล้ว และบอกว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้สร้างหนทางที่จะจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในระยะยาว

ผู้นำสหรัฐฯ ยังบอกอีกว่า พันธมิตรของสหรัฐฯ ในยุโรปและตะวันออกกลาง ยกเว้นอิสราเอล ต้องการเห็นสงครามยุติลงและมีการลงนามในข้อตกลง

เว็บไซต์ข่าว Axios รายงานว่า ข้อตกลงนี้มีจุดให้ฝ่ายวิจารณ์โจมตีได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีข้อจำกัดเป็นเวลา 60 วันเท่านั้น โดยเปิดโอกาสให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมหลังจากนั้น

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องนั้นจะไม่เกิดขึ้น เพราะประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะไม่ลงนามในข้อตกลงใดๆ ที่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น

บันทึกความเข้าใจนี้ยังเรียกร้องให้มีแผนจัดตั้งกองทุนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูอิหร่าน แต่ทรัมป์ปฏิเสธว่า สหรัฐฯ จะไม่บริจาคเงินเข้ากองทุนดังกล่าว และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บอกว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศักยภาพในการลงทุนหลังข้อตกลงนิวเคลียร์มากกว่า เช่น การอนุญาตให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สร้างโรงไฟฟ้าในอิหร่าน

แม้ว่าฝ่ายบริหารจะอ้างว่านี่เป็นข้อตกลงแบบ “จ่ายตามผลงาน” อย่างสมบูรณ์ แต่ข้อความในข้อตกลงระบุชัดเจนว่า อิหร่านจะได้รับการยกเว้นการคว่ำบาตรเพื่อขายน้ำมันได้อย่างเสรีตราบใดที่การเจรจายังดำเนินอยู่

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อ้างว่า ผลกระทบในทางปฏิบัติจะมีจำกัด เพราะอิหร่านส่งออกน้ำมันไปจีนอยู่แล้ว

นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงขีปนาวุธของอิหร่าน หรือการสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคเลย แม้ว่าทรัมป์จะยืนกรานมาตั้งแต่สมัยแรกว่า ข้อตกลงใดๆ กับอิหร่านจะต้องครอบคลุมประเด็นเหล่านั้นด้วยก็ตาม

“พวกเขาต้องมีบ้าง เพราะคนอื่นๆ ก็มี” ทรัมป์บอก “ขีปนาวุธไม่ใช่ปัญหา”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าวว่า การประชุมในสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์ระหว่างคณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และคณะผู้แทนอิหร่าน นำโดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน จะเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ต่อการเปลี่ยนไปสู่การเจรจาเรื่องนิวเคลียร์

เจ้าหน้าที่อ้างว่า บรรลุ “ข้อตกลงสุภาพบุรุษ” เกี่ยวกับการผ่อนปรนด้านนิวเคลียร์ที่อิหร่านวางแผนไว้ และสหรัฐฯ จะทราบ “ภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์” ว่าอิหร่านจริงจังกับการดำเนินการตามข้อตกลงหรือไม่

บางคนในทีมผู้บริหารระดับสูงของทรัมป์ รวมถึง จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการซีไอเอ ต่างสงสัยอย่างมากว่า อิหร่านตั้งใจจะยอมทำตามนั้นหรือไม่

“หากเราคิดว่าพวกเขากำลังลากเราไปเรื่อยๆ และพูดจาเหลวไหลกับเรา เราก็จะรีบยุติการเจรจาและกลับไปใช้มาตรการกดดันพวกเขาอย่างรุนแรงมากขึ้น” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผย

Photo by GUILLAUME BAPTISTE / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์