สหรัฐฯ มีแผนโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่แล้วโวพร้อมเริ่มภายใน 96 ชั่วโมงหากทรัมป์สั่ง

27 ต.ค. 2569 - 15:47

  • เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางคนระบุว่า ประเด็นไม่ใช่ว่าทรัมป์จะออกคำสั่งปฏิบัติการหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของเวลาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด

  • อิสราเอลพยายามโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนและร่วมปฏิบัติการในการโจมตีระลอกใหม่

  • อิหร่านและกลุ่มกบฏฮูตีต่างมองว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่สหรัฐฯ และอาจรวมถึงอิสราเอลด้วย จะโจมตีระลอกใหม่

สหรัฐฯ มีแผนโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่แล้วโวพร้อมเริ่มภายใน 96 ชั่วโมงหากทรัมป์สั่ง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายเปิดเผยว่า กองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางพร้อมจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ ซึ่งอาจเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ ต่ออิหร่าน โดยจะดำเนินการ “ภายใน 96 ชั่วโมง” หลังจากได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้มีการวางกำลังพลเพียงพอในภูมิภาคเพื่อดำเนินการโจมตีตามที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยแหล่งข่าวเสริมว่า ขอบเขตของปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ของสหรัฐฯ น่าจะครอบคลุมมากกว่าแค่การ “ตัดหญ้า” หรือการคงสถานะเดิมไว้ด้วยการโจมตีเรดาร์ เครื่องยิงขีปนาวุธ และทรัพย์สินอื่นๆ ของอิหร่านที่สามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้มาตลอดนับตั้งแต่ทรัมป์สั่งระงับปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

“นี่จะเป็นภารกิจครั้งใหญ่” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเผยกับ CNN มุมมองดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งในปัจจุบันและอดีต ซึ่งรับทราบถึงการหารือเกี่ยวกับการวางแผนทางทหารภายใน โดยบางคนระบุว่า ประเด็นไม่ใช่ว่าทรัมป์จะออกคำสั่งปฏิบัติการหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของเวลาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด พวกเขาเชื่อว่าคำสั่งดังกล่าวอาจออกมาเมื่อใดก็ได้ก่อนสิ้นปีนี้ แม้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ก็ตาม

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยอมรับถึงความท้าทายต่างๆ พร้อมระบุถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

กองกำลังอิหร่านในปัจจุบันคุ้นเคยกับยุทธวิธีของสหรัฐฯ มากขึ้น ส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการทำลายเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้นำในกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้จัดทำรายการเป้าหมายไว้เป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน สถานที่ทางทหาร และโรงงานนิวเคลียร์ต่างๆ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรหลังการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ดูเหมือนว่าเขามีแนวโน้มจะสั่งการให้มีการปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังเตือนด้วยว่า ในอดีตที่ผ่านมา ทรัมป์เคยแสดงท่าทีว่าจะดำเนินมาตรการบางอย่าง แต่กลับเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนเผยกับสำนักข่าว CNN ในแถลงการณ์ว่า “กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานด้านการวางแผน ซึ่งมีหน้าที่พัฒนาและดำเนินการตามทางเลือกทางทหารที่ได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดี”

แหล่งข่าวอีก 2 รายที่มีความคุ้นเคยกับเรื่องนี้ระบุว่า การประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้บ่งชี้ว่า อิหร่านและกลุ่มกบฏฮูตีต่างมองว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่สหรัฐฯ และอาจรวมถึงอิสราเอลด้วยจะโจมตีระลอกใหม่

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการประเมินข่าวกรองของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมากล่าวว่า หากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่าน อิหร่านและกลุ่มฮูตีก็มีแนวโน้มที่จะตอบโต้ทันทีโดยการโจมตีบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวกของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และอาจขยายไปไกลกว่านั้นด้วย

บันทึกข้อความที่ไม่เป็นความลับลงวันที่ 23 ตุลาคม จากผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ เจย์ เคลย์ตัน ถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ระบุว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ พบว่า “อิหร่านเพิ่มความพยายามในการโจมตีบุคลากรของสหรัฐฯ อย่างมาก” และความพยายามในการวางแผน “คืบหน้าอย่างมากทั้งในตะวันออกกลางและประเทศอื่นๆ บางประเทศ” ตามที่ CNN รายงานก่อนหน้านี้

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่า ในขณะนี้ อิหร่านและกลุ่มฮูตีไม่น่าจะเปิดฉากโจมตีก่อนเพื่อยกระดับความขัดแย้งต่อบุคลากรของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล แต่ทั้งสองฝ่ายก็พร้อมจะตอบโต้อย่างไม่ลังเลหากอิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตีก่อนโดยกองกำลังสหรัฐฯ หรืออิสราเอล ข้อมูลดังกล่าวมาจากแหล่งข่าวรายหนึ่งที่รับทราบถึงการประเมินสถานการณ์ล่าสุดของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ

แหล่งข่าวระบุด้วยว่า ภัยคุกคามในระดับภูมิภาคจากอิหร่านและกลุ่มฮูตีเป็นเหตุผลหนึ่งที่คาดว่าสหรัฐฯ จะทยอยถอนบุคลากรออกจากสถานเอกอัครราชทูตต่างๆ ในตะวันออกกลางอย่างเงียบๆ ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้

ขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย เป็นเพียงสถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกันแห่งเดียวในภูมิภาคที่ได้รับคำสั่งให้ถอนเจ้าหน้าที่ออกไป แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยกับ CNN ว่า สถานทูตหรือสถานกงสุลอื่นๆ ก็คาดว่าจะได้รับคำสั่งในลักษณะเดียวกัน และสถานทูตหรือสถานกงสุลใดที่ไม่ได้รับคำสั่งก็จะถูกลดขนาดลงตามโควตาบุคลากร

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ ที่ไม่จำเป็นซึ่งคาดว่าจะถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางในรอบการหมุนเวียนกำลังพลครั้งต่อไป ได้รับแจ้งว่าพวกเขาจะไม่ถูกส่งไปแล้ว ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ของการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคที่กำลังจะเกิดขึ้น

พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เดินทางเยือนช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอาทิตย์ (25 ต.ค.) ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและให้ความช่วยเหลือด้านการขนส่งทางเรือผ่านเส้นทางน้ำที่สำคัญนี้

CENTCOM ระบุว่า คูเปอร์ “สังเกตการณ์สภาพแวดล้อมการปฏิบัติการในปัจจุบัน” ขณะบินสำรวจเหนือช่องแคบด้วยเฮลิคอปเตอร์ และเสริมว่า เขาได้พบกับเจ้าหน้าที่ที่กวาดล้างทุ่นระเบิดของอิหร่านออกจากเส้นทางน้ำ

“เรายังคงยืนเคียงข้างพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียและอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือ” คูเปอร์กล่าวในแถลงการณ์ “การเยือนครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของเราในการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป”

แม้จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภัยคุกคามจากการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นโดยอิหร่าน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งยอมรับว่า อิหร่านและกลุ่มกบฏฮูตีต่างมองว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่สหรัฐฯ และอาจรวมถึงอิสราเอลด้วยจะโจมตีระลอกใหม่ และหากไม่มีความคืบหน้าทางการทูตเกิดขึ้นในนาทีสุดท้าย นี่ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร แม้จะยังมีคำถามว่าทำเนียบขาวมีกลยุทธ์ที่ครอบคลุมกว่านี้ในการยุติความขัดแย้งหรือไม่ก็ตาม

ภาพจากวิดีโอที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2026 แสดงให้เห็นการปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน Photo by - / US CENTRAL COMMAND (CENTCOM) / AFP
ภาพจากวิดีโอที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2026 แสดงให้เห็นการปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน Photo by - / US CENTRAL COMMAND (CENTCOM) / AFP

อิสราเอลผลักดันให้โจมตีรอบใหม่

ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนและแหล่งข่าวความมั่นคงของอิสราเอล นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กำลังผลักดันให้โจมตีอิหร่านครั้งใหม่ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ขอให้เขาชะลอไว้ก่อน จนกว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์จะพร้อมดำเนินการร่วมกัน ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนและแหล่งข่าวความมั่นคงของอิสราเอล

“เนทันยาฮูต้องการและพยายามโน้มน้าวทรัมป์ให้ร่วมโจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้ง แต่ทรัมป์ไม่ให้ไฟเขียว” แหล่งข่าวความมั่นคงของอิสราเอลเผยกับ CNN แต่สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่า นี่เป็น “ข่าวปลอม”

แหล่งข่าวความมั่นคงของอิสราเอลกล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ปฏิเสธคือ พลเอก เอียล ซามีร์ เสนาธิการกองทัพอิสราเอล แจ้งกับพลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ ว่า การกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อการเลือกตั้งในอิสราเอลและนำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้ง

สถานีโทรทัศน์ช่อง 12 ของอิสราเอลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีการเผชิญหน้ากันอย่าง “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ระหว่างซามีร์และเนทันยาฮูไม่ถึง 48 ชั่วโมงก่อนการลงคะแนนเสียงในวันอังคาร (27 ต.ค.) ตามรายงาน ซามีร์ได้รับคำสั่งจากฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แต่ขอให้หารืออย่างละเอียดและขออนุญาตทางกฎหมายก่อนที่จะดำเนินการ เนื่องจากเกรงว่าการกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่การคำนวณผิดพลาดและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในทันที

อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่า รายงานดังกล่าว “ไม่มีมูลความจริงและเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง”

แหล่งข่าวรายที่สามซึ่งได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้เปิดเผยกับ CNN ว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลเตรียมการสำหรับความเป็นไปได้ในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม และยังพยายามโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนและร่วมปฏิบัติการในการโจมตีระลอกใหม่นี้ด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รวมถึงตัวประธานาธิบดีทรัมป์เอง ขอให้อิสราเอลชะลอแผนดังกล่าวออกไปก่อน โดยส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศอาจร่วมปฏิบัติการด้วยกันในเร็วๆ นี้

แหล่งข่าวทุกคนระบุตรงกันว่า ดูเหมือนอิสราเอลจะตัดสินใจเลื่อนแผนการโจมตีเพิ่มเติมออกไปในระยะสั้น แต่กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ในการปฏิบัติการร่วมกับสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ผ่านพ้นไปแล้ว

แหล่งข่าวที่ได้รับทราบเรื่องนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ดูเหมือนอิสราเอลจะตกลงชะลอการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในด้านระบบป้องกันขีปนาวุธ อิหร่านและกลุ่มฮูตีมีแนวโน้มที่จะตอบโต้การโจมตี และอาวุธยุทโธปกรณ์ป้องกันของอิสราเอลก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงสงคราม

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับรายงานดังกล่าวกล่าวเสริมว่า การประเมินข่าวกรองล่าสุดของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า เนทันยาฮูและพันธมิตรของเขายังขาดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน นอกเหนือจากการแสดงให้เห็นถึง “ความคืบหน้า” บางอย่าง และการบั่นทอนอำนาจของระบอบอิหร่านต่อไป

เนทันยาฮูกล่าวระหว่างพิธีสำเร็จการศึกษาของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ในสัปดาห์นี้ว่า เขาได้ออกคำสั่งให้กองทัพอิสราเอล หน่วยมอสซาด และหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ดำเนินการโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน

แหล่งข่าวคนเดิมเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า “แผนการต่างๆ พร้อมแล้ว โดยรอเพียงการอนุมัติจากทรัมป์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม”

Photo by JIM WATSON / AFP

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์