ทำเนียบขาวระบุในรายงานว่า มากกว่า 40 ประเทศช่วยจีนหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยการส่งออกผ่านประเทศที่มีภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่ำกว่า
ประเทศที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ แคนาดา อินเดีย เม็กซิโก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่า ประเทศเหล่านี้ช่วยจีนหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ที่เรียกเก็บจากบริษัทที่นำเข้าสินค้า สำนักงานนโยบายการค้าระบุว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา ก็มีบทบาทสำคัญในเครือข่ายนี้ด้วย
ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาวกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวทำให้ “ชาวอเมริกันสูญเสียงานและรายได้หลายพันล้านดอลลาร์”
โฆษกสถานทูตจีนในสหรัฐฯ กล่าวว่า “สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ” และคัดค้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อโจมตีบริษัทของจีน และว่า “การกระทำหรือข้อตกลงฝ่ายเดียวใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขนส่งผ่านแดนจะต้องไม่มุ่งเป้าหรือทำลายผลประโยชน์ของบุคคลที่สาม”
รายงานฉบับนี้ออกมาหลังจากมีการคว่ำบาตรกันระหว่างสหรัฐฯ และจีน และออกมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพบกับ สีจิ้นผิง ผู้นำจีนในกรุงวอชิงตัน
จากการประมาณการของรัฐบาลและภาคเอกชนที่ทำเนียบขาวอ้างถึง พบว่าสินค้ามูลค่าระหว่าง 30,000-300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกเคลื่อนย้ายจากประเทศที่มีอัตราภาษีสูงกว่า ผ่านประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า
กระบวนการนี้เรียกว่า การขนส่งผ่านประเทศอื่น (Transshipping) ซึ่งหมายถึง การขนส่งสินค้าผ่านประเทศอื่นระหว่างทางไปยังปลายทางสุดท้าย
สหรัฐฯ กล่าวหาจีนว่า “ใช้ประโยชน์” จากวิธีการนี้โดยการขนส่งสินค้าผ่านประเทศที่มีภาษีนำเข้าต่ำกว่า
ทำเนียบขาวระบุในรายงานว่า จีนใช้ประเทศที่สามเป็นจุดแวะพักและบรรจุสินค้าใหม่เพื่อปกปิดแหล่งที่มาที่แท้จริงเพื่อลดภาษี โดยอธิบายกระบวนการนี้ว่าเป็น “การฉ้อโกงที่แฝงมาในเอกสาร”
ทำเนียบขาวระบุว่า “สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในกลโกงการขนส่งผ่านประเทศอื่นในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่ความเร็วและขนาดของการลักลอบขนสินค้าในรูปแบบใหม่นี้ แต่ยังรวมถึงความกว้าง ความลึก และความซับซ้อนของเครือข่ายการขนส่งผ่านประเทศอื่นแบบลับๆ ทั่วโลก ซึ่งจีนใช้ในการหลีกเลี่ยงภาษี”
สหรัฐฯ ได้นำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่เรียกว่า “หน่วยสืบสวนชายแดน” มาใช้เพื่อตรวจจับความพยายามในการขนส่งผ่านประเทศอื่นด้วย
คาดว่ารายงานฉบับนี้จะยิ่งเพิ่มประเด็นขัดแย้งสำคัญระหว่างทั้งสองฝ่าย ขณะที่ทรัมป์และสีจิ้นผิงเตรียมพบกันที่สหรัฐฯ ในเดือนกันยายน และจางเปาหลี่ รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์กล่าวว่า รายงานฉบับนี้อาจถูกนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ
“วอชิงตันสามารถโต้แย้งได้ว่า จีนยังคงรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ไว้ได้โดยอ้อม และข้อตกลงทางการค้าใดๆ ก็ตามจึงต้องพิจารณาไม่เพียงแต่การส่งออกโดยตรงของจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเส้นทางการส่งออกไปยังประเทศที่สามด้วย” `จางเผยกับ BBC
จางกล่าวว่า แม้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าอาจสะท้อนถึงการย้ายฐานการผลิตและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่นัยก็คือ “ประเทศที่มีการรวมเข้ากับกับห่วงโซ่อุปทานของจีนอย่างลึกซึ้งอาจเผชิญกับความเสี่ยงและต้นทุนเพิ่มเติม”
ถึงแม้จะมีการระงับภาษีส่วนใหญ่ไว้ชั่วคราวหลังจากการเจรจาในเดือนพฤษภาคม 2025 แต่รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ที่ส่งไปยังสหรัฐฯ และมาตรการควบคุมการส่งออกโดรนที่เข้มงวดขึ้นของจีน
ในเดือนเมษายน 2025 ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีครั้งใหญ่ต่อคู่ค้าของสหรัฐฯ หลายสิบราย โดยยึดมั่นในความเชื่อที่ว่า ภาษีจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
มาตรการคว่ำบาตรเหล่านั้นถูกศาลฎีกาของสหรัฐฯ ยกเลิกไปแล้ว แต่ทรัมป์ก็ยังคงใช้มาตรการภาษีใหม่ๆ โดยใช้กลไกทางกฎหมายอื่นๆ เพื่อดำเนินนโยบายหลักของเขาต่อไป
อย่างไรก็ดี รายงานฉบับนี้ไม่ได้ระบุว่า สหรัฐฯ จะมีมาตรการใดตามมาในทันทีหรือไม่ ในเดือนสิงหาคม 2025 สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 40% สำหรับสินค้าที่ถูกตรวจสอบพบว่ามีการขนส่งผ่านแดนอย่างผิดกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
Photo by MANDEL NGAN / AFP





