การปลดนายพล จางโย่วเสีย และนายพล หลิวเจิ้นลี่ นายทหารระดับสูงอีกคนของจีน ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าตกใจที่สุดในการกวาดล้างกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดของจีนในรอบประมาณครึ่งศตวรรษ ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการแย่งชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำของประเทศ
จางโย่วเสีย วัย 75 ปี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวขานว่าเป็น “พี่น้องร่วมสาบาน” กับสีจิ้นผิง ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการกลางการทหาร (CMC) ซึ่งเป็นกลุ่มของพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสีจิ้นผิงและมีหน้าที่ควบคุมกองทัพ
CMC ซึ่งโดยปกติประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 7 คน ขณะนี้เหลือเพียง 2 คน คือ สีจิ้นผิง และนายพล จางเซิงหมิน ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ถูกปลดออกจากตำแหน่งในการปราบปราม “การทุจริต” หลังจากการจับกุมในรอบก่อนๆ
CMC มีหน้าที่ควบคุมกำลังพลหลายล้านคน มีอำนาจมากถึงขนาดที่ตำแหน่งประธานขององค์กรนี้เป็นตำแหน่งเดียวที่ เติ้งเสี่ยวผิง ในฐานะผู้ปกครองสูงสุดของจีนได้นั่งเก้าอี้นี้
และที่สร้างความตะลึงไปกว่านั้นคือ ความรวดเร็วในการสอบสวนจางโย่วเสีย การประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.) เกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังจากที่เขาหายตัวไปอย่างกะทันหันจากการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ เหอเว่ยตง อดีตนายพลอันดับ 2 ของจีน ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 เดือนระหว่างการหายตัวไปและการยืนยันต่อสาธารณะเกี่ยวกับการสอบสวน
นักวิเคราะห์มองว่า การกวาดล้างครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อปฏิรูปกองทัพและสร้างความจงรักภักดีต่อสีจิ้นผิง เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตในวงกว้าง ซึ่งส่งผลให้มีการลงโทษเจ้าหน้าที่กว่า 200,000 คน นับตั้งแต่สีจิ้นผิงขึ้นมามีอำนาจเมื่อปี 2012
ผลกระทบจากการสอบสวนที่มีต่อกองทัพนั้นเห็นได้ชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นสภาของเจ้าหน้าที่ระดับสูง เมื่อปีที่แล้ว จากนายทหาร 44 นายที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่คณะกรรมการในปี 2022 มีถึง 29 นาย หรือประมาณ 2 ใน 3 ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือหายตัวไป

สาเหตุที่แท้จริงของการสอบสวนจางโย่วเสียยังไม่ชัดเจน หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่า จางโย่วเสียถูกกล่าวหาว่า แพร่งพรายข้อมูลเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของจีนให้แก่สหรัฐฯ และรับสินบนเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งสำคัญ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและตำแหน่งสำคัญในระบบจัดซื้อจัดจ้างทางทหาร
นีล โธมัส นักวิจัยด้านการเมืองจีนจากศูนย์วิเคราะห์จีนของสถาบัน Asia Society Policy Institute แสดงความสงสัยต่อข้อกล่าวอ้างเรื่องการแพร่งพรายข้อมูลข่าวกรอง โธมัสตั้งคำถามในโพสต์บน X ว่า ทำไม “นายพลผู้ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน” อย่างจางโย่วเสียถึงจะ “ทรยศต่อทุกสิ่งที่ให้ความหมายแก่ชีวิตของเขาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา” เพื่อส่งความลับให้กับคู่แข่งสำคัญที่สุดของจีน
เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของจีนแทบจะไม่เคยออกนอกประเทศ และการสื่อสารของพวกเขาก็ถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการกลางการทหาร (CMC) ในปี 2017 จางโย่วเสียได้พบกับเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ดำรงตำแหน่งอยู่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือ เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เมื่อปี 2024
เมื่อถูกถามว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้มีการปลดนายพลระดับสูงจำนวนมากเช่นนี้ ไลล์ มอร์ริส จาก Asia Society Policy Institute เผยว่า “มีข่าวลือมากมายแพร่กระจายอยู่ เรายังไม่รู้ ณ จุดนี้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ...แต่แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับสีจิ้นผิง สำหรับความเป็นผู้นำและการควบคุมกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน”
เช่นเดียวกับ รองศาสตราจารย์ ชงจาเอียน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ที่บอกว่า ไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่แท้จริงของการปลดจางโย่วเสียคืออะไร แต่มีการคาดเดามากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้
“มีตั้งแต่การแพร่งพรายความลับด้านนิวเคลียร์ให้สหรัฐฯ ไปจนถึงการวางแผนรัฐประหาร และการทะเลาะวิวาทภายในกลุ่ม มีแม้กระทั่งข่าวลือเรื่องการยิงปะทะกันในปักกิ่ง”
— รองศาสตราจารย์ ชงจาเอียน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
แต่ความตกต่ำของจางโย่วเสียและหลิวเจิ้นลี่พร้อมกับการคาดเดากันไปต่างๆ นานานั้นเน้นย้ำสองสิ่งคือ ยังไม่มีใครแตะต้องสีจิ้นผิงได้ และข้อมูลที่ถูกจำกัดในจีน
แถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่ระบุว่า จางโย่วเสียและหลิวเจิ้นลี่ “อยู่ระหว่างการสอบสวน” และว่า พวกเขาถูกกล่าวหาว่า “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายคำว่า “คอร์รัปชัน” แบบซอฟต์ๆ
จากนั้นหนังสือพิมพ์ PLA Daily ของทางการจีนก็ได้ชี้แจงเรื่องนี้อย่างชัดเจนในบทบรรณาธิการ โดยเขียนว่า การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทาง “ไม่ยอมรับการทุจริตโดยเด็ดขาด” ของพรรคคอมมิวนิสต์ในการ “ลงโทษการทุจริต...ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็ตาม
บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ PLA Daily กล่าวถึงจางโย่วเสียและหลิวเจิ้นลี่ราวกับว่าพวกเขามีความผิดแล้ว โดยระบุว่า ทั้งสองคน “ทรยศต่อความไว้วางใจและความคาดหวังของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อย่างร้ายแรง” รวมถึง “เหยียบย่ำและบ่อนทำลายคณะกรรมการทหารส่วนกลาง”
อย่างไรก็ดี ข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจงของบรรดานายพลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน และอาจไม่มีวันเปิดเผย แต่การที่พวกเขาถูกระบุว่าอยู่ภายใต้การสอบสวนนั้น ก็เกือบจะแน่นอนแล้วว่าจะได้รับโทษจำคุกเป็นอย่างน้อย
ข้อกล่าวหาของสองนายพลอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่หากมองจากผลลัพธ์ของการกวาดล้างในอดีตที่ผ่านมาก็อาจเกี่ยวข้องกับการเมืองเรื่องอำนาจด้วยเช่นกัน
จีนมีปัญหาการทุจริตอยู่แล้วเมื่อสีจิ้นผิงขึ้นมามีอำนาจ แต่ผู้นำของจีนก็ถูกกล่าวหาว่าใช้การปราบปรามการทุจริต โดยการส่งทีมตรวจสอบวินัยที่น่าเกรงขามของพรรค ไปกำจัดคู่แข่งทางการเมืองหรือผู้ที่อยู่ในรัฐบาลที่แสดงความไม่จงรักภักดีต่อสีจิ้นผิงด้วย
สิ่งนี้ทำให้สีจิ้นผิงมีอำนาจควบคุมที่ไม่ถูกท้าทายในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่สมัยประธานเหมา
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเป็นผู้นำแบบนี้ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในกองทัพ บรรยากาศแห่งความสงสัยอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ระมัดระวัง หรือแม้แต่ความอ่อนแอ
บิดาของจางโย่วเสียเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ปฏิวัติของบิดาของสีจิ้นผิง ตัวจางโย่วเสียเองก็มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับสีจิ้นผิง และการที่พวกเขาถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดก่อนขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่า สีจิ้นผิงไม่ละเว้นแม้แต่คนสนิท
จางโย่วเสียมีบทบาทสำคัญในการช่วยสีจิ้นผิงรวมอำนาจควบคุมกองทัพและผลักดันการปรับโครงสร้างที่ยากลำบากเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของสีจิ้นผิงในการทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) สามารถ “ต่อสู้และชนะสงคราม”
สีจิ้นผิง ถึงขั้นยกเว้นกฎเกณฑ์อายุเกษียณเพื่อให้จางโย่วเสียดำรงตำแหน่งต่อไปในการประชุมพรรคปี 2022 รวมถึงการแต่งตั้งจางโย่วเสียเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ชุดปัจจุบันด้วย
ดรูว์ ทอมป์สัน นักวิจัยอาวุโสจากโรงเรียนการศึกษานานาชาติ เอส. ราชารัตนัม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยางมองว่า “สีจิ้นผิงมาถึงจุดที่เขาไม่ต้องการจางโย่วเสียอีกต่อไปแล้ว จางเคยปกป้องสีจิ้นผิงและผลักดันการปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน แต่ตอนนี้จางกลับถูกมองว่าเป็นคู่แข่งและภัยคุกคามต่ออำนาจเบ็ดเสร็จของสีจิ้นผิง”
ไม่ว่าแรงจูงใจเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร การปลดจางโย่วเสียอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครรอดพ้นได้
“ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่มีใครในคณะผู้บริหารปลอดภัย ไม่ว่าพวกเขาจะมีสายสัมพันธ์กับสีจิ้นผิงหรือไม่ก็ตาม” โจนาธาน ซิน นักวิจัยจาก Brookings Institution ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์จีนที่สำนักงานข่าวกรองกลาง กล่าว “นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแวดวงการเมืองจีนภายใต้การปกครองของสีจิ้นผิง”
เจมส์ ชาร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากสถาบันการป้องกันประเทศและยุทธศาสตร์ศึกษา โรงเรียนการศึกษานานาชาติ เอส. ราชารัตนัม ในสิงคโปร์ กล่าวว่า “ข้อเท็จจริงที่ว่าสีจิ้นผิงสามารถปลดผู้นำระดับสูงของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้มากมายนับตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจ...เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตำแหน่งของเขาในระบอบการปกครองนั้นไม่อาจสั่นคลอนได้”
Photo by NOEL CELIS / AFP






