หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมอภิมหาโครงการกระตุ้นแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จึงดูจะตกอยู่สภาพไม่ต่างอะไรกับ สำนวนที่ว่า “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” เดินหน้าถอยหลังยังไงชอบกล
มันดูจะผิดวิสัย ตามสไตล์ของพรรคเพื่อไทยมาก เพราะลำพังแค่ 100 เสียงจากนักวิชาการ หรือผู้รู้ในแวดวงเศรษฐศาสตร์จะออกมาต้าน แต่หากมั่นใจกับนโยบายของตัวเอง แถมยังอ้างว่ามีอีกหลายล้านเสียงที่รอการแจกเงินก้อนนี้อยู่
แต่ทำไมไม่เร่งเดินหน้าและแจกแจงรายละเอียดของโครงการนี้ออกมาให้ชัดเสียที
ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะจนถึงวันนี้ ทีมงานของพรรคเพื่อไทย ก็ยังไม่สามารถข้อสรุปในเรื่องสำคัญ ๆ ได้ในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะ ประเด็นของที่มาของเม็ดเงินที่จะใช้ในโครงการว่าจะนำมากจากไหน
จากเดิมที่เคยประกาศว่าจะแจกให้คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ที่คาดว่ามีราว 56 ล้านคน ที่ต้องใช้เม็ดเงินถึง 5.6 แสนล้านบาท ล่าสุดมีการปรับตัวเลขลงมา โดยระบุว่า เหลือเพียงประมาณ 54.8 ล้านคน โดยยังไม่นับคนที่อาจจจะไม่เข้าร่วมโครงการ หรือไม่รับสิทธิ์
ถึงแม้ตัวเลขจะลดลงเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องใช้เม็ดเงินราว 5.48 แสนล้านบาท คำถามคือ รัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน เพราะหากจะไปดึงมาจากงบประมาณค้างท่อของปี 2566 ที่บอกว่ามีตกค้างอยู่ราว 1.8 แสนล้านบาท หรือ จะไปเกลี่ยมาจากงบประมาณปี 2567 ก็ดูจะเป็นเรื่องยากมาก ถึงยากที่สุด
การนำงบค้างท่อในปี 2566 มาใช้ในโครงการนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย และการไปปรับลดงบประมาณด้านอื่น ๆ ในปี 2567 เพื่อเอาเงินมาใช้ในโครงการนี้ก็ยิ่งยากมากกว่า เพราะอย่างที่ทราบดีว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมือง ซึ่งแต่ละพรรคก็มีกระทรวงฯที่อยู่ในโควตาที่ต้องดูแล
การจะบีบให้พรรคร่วมรัฐบาล ช่วยเกลี่ยงบจากกระทรวงฯ ที่ดูแลอยู่ เพื่อมาให้พรรคเพื่อไทยนำไปใช้ในโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท จึงไม่ใช่เรื่องที่จะยอมกันง่าย ๆ แน่
มันจึงดูจะเป็นตลกร้ายสุด ๆ เพราะหากสังเกตให้ดีจะพบว่า ตั้งแต่รัฐบาลพยายามจะผลักดันโครงการนี้ ถึงขนาดนายกฯ เศรษฐา เรียกร้องให้ชาวบ้านที่อยากได้เงินออกมาพูดให้การสนับสนุน แต่ไม่มีคนจากพรรคร่วมรัฐบาลสักคน ที่ออกมาให้ความเห็นในเชิงสนับสนุนแม้แต่พรรคเดียว
ขณะเดียวกัน จะไปดึงมาจากงบลงทุนที่มีอยู่ 7.19 แสนล้านบาท ก็อาจจะไปกระทบต่อสัดส่วนงบลงทุน ที่กรอบของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังกำหนดไว้ว่า ต้องมีการจัดสรรงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณประจำปี 3.48 ล้านล้านบาท ซึ่งโครงการแจกเงินดิจิทัล คงไม่ถูกจัดว่าเป็นงบลงทุนแน่ ๆ
เพราะเหตุนี้ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถเกลี่ยงบปี 2567 ให้เรียบร้อยก่อน นอกจากจะยังเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อรัฐสภาไม่ได้ รัฐบาลเองก็จะยังไม่ทราบว่า จะต้องหาเงินมาเพิ่มอีกเท่าไรเพื่อเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป
ถึงแม้จะมีแนวทางที่อาจจะมีการเสนอขอขยายกรอบการยืมเงินจากรัฐวิสาหกิจ จาก 60% เป็น 70% ของ GDP เพื่อเปิดทางให้ไปขอยืมเงินจากสถาบันการเงินภาครัฐ อย่าง ธนาคารออมสิน แต่ก็ยังต้องไปผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคาร ซึ่งยังเป็นคำถามว่า ธนาคารออมสินจะมีวงเงินสภาพคล่องเหลือ และกล้าพอที่จะเปิดวงเงินให้รัฐบาลยืมไปใช้ในโครงการนี้หรือไม่
ส่วนแนวทางในการออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.กู้เงินนั้น คงเป็นทางเลือกสุดท้าย ที่รัฐบาลคงไม่อยากที่ต้องไปตอบคำถามในสภาฯ แน่
เฉพาะปัญหาเรื่องที่มาของเงิน จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ พรรคเพื่อไทยยังแกะไม่ออกจนถึงทุกวันนี้ ไม่นับปัญหาอื่น ๆ ที่ไปเขียนกรอบบังคับตัวเองไว้อย่างไม่มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเรื่องการจะแจกในรูปของเงินดิจิทัล การจะนำระบบ “บล็อกเชน” มาใช้ การกำหนดรัศมีการใช้ไว้ที่ 4 กม. หรือการแปลงเงินดิจิทัลกลับมาเป็นเงินบาท ที่ต้องผ่านร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี หรือแม้กระทั่งการกำหนดอายุการใช้ไว้ภายใน 6 เดือน ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการวางกรอบที่เป็นการผูกมัดตัวเอง ที่ทำให้มีปัญหาในรายละเอียดอย่างมาก
ล่าสุด การที่ รมช.คลัง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ไปให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการพัฒนาแอปพลิเคชัน ที่ระบุว่าจะเป็น “ซุปเปอร์แอป” ที่ผู้พัฒนายืนยันว่าจะทันแจกในเดือน ก.พ.ปีหน้าอย่างแน่นอน ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามใหม่ขึ้นมาทันทีว่า
รัฐบาลเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาพัฒนาแอปลิเคชันนี่ตั้งแต่เมื่อไร ? มีการเปิดประมูลจัดซื้อจัดจ้างกันไปแล้วหรือ ? ใช้งบประมาณเท่าไร ? และ เอกชนรายใดที่ได้งานชื้นนี้ไป ?
กลายเป็นคำถามที่สังคมกำลังต้องการคำตอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แจกเงินดิจิทัล เป็นเงินเลวที่รัฐบาลเสก




