ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่ทะลุไปถึงประมาณ 16 ล้านล้านบาท หรือราว 90.6% ของ GDP ไทย เป็นปัญหาใหญ่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญและพยายามเข้าไปแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง และทยอยออกมาตรการต่าง ๆ มาเป็นระยะ มีตั้งแต่การเดินหน้าแก้หนี้เสียให้สามารถแก้ไขได้โดยการปรับโครงสร้างหนี้ การแก้ปัญหาหนี้เรื้อรังเพื่อให้ลูกหนี้สามารถปิดจบได้ภายในระยะเวลาหนึ่ง ไปจนถึงการแก้หนี้ใหม่เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาในอนาคต และ มาตรการป้องกันและแก้หนี้นอกระบบ
แนวคิดของ ธปท. เชื่อว่าการป้องกัน และแก้หนี้นอกระบบที่ได้ผลมากที่สุด คือ ต้องพยายามดึงให้ลูกหนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยจะนำมาตรการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ หรือ Risk based pricing มาใช้
ฟังแล้วอาจจะยังงง ๆ แต่หลักการสำคัญ คือ ต้องเปิดทางให้สถาบันการเงินในระบบสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าได้โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ตามความเสี่ยงของลูกหนี้รายนั้น ๆ
ปัจจุบัน สถาบันการเงินจะมีการพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ตามประเภทของสินเชื่อ ทั้งแบบมีหลักประกัน เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ ขณะเดียวกันก็จะมีสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพ หรือ นาโนไฟแนนซ์
สินเชื่อแต่ละประเภทจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในอัตราเดียวกัน ยกตัวอย่าง เพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยที่ ธปท.กำหนด สำหรับบัตรเครดิต ในอัตราไม่เกิน 16% สินเชื่อส่วนบุคคล อัตราไม่เกิน 25% สินเชื่อจำนำทะเบียน ในอัตราไม่เกิน 24% หรือสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพ (นาโนไฟแนนซ์) ไม่เกิน 33%
ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ปกติสถาบันการเงินจะยึด “ไบเบิล” หลัก 5 C ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ คือ
- Character ความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ วินัยในการใช้และชำระเงินในอดีต อายุ อาชีพ สถานะ
- Capacity ความสามารถในการชำระหนี้ความมั่นคงของรายได้ และภาระหนี้สิน
- Capital เงินทุน หรือสินทรัพย์ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
- Collateral ผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันของผู้ขอสินเชื่อ
- Condition ปัจจัยภายนอกที่อาจมีผลกระทบต่อรายได้ของผู้กู้
การอนุมัติสินเชื่อให้กับผู้กู้รายใดก็จะใช้มาตรฐานเดียวกันขั้นต่ำในแต่ละเรื่องที่กำหนด ก็จะพิจารณาไม่อนุมัติสินเชื่อ และทำให้สถาบันการเงินหรือแบงก์เปรียบเสมือน “ผู้ถือดาบอาญาสิทธิ์” ที่จะตัดสินชะตาชีวิตของผู้กู้ และทำให้ผู้กู้จำนวนมากต้องผิดหวัง ถูกปฏิเสธและไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ต้องหันไปกู้เงินนอกระบบ ที่อาจจะต้องเสียอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอย่างมาก และต้องตกไปอยู่ในวังวนของการเป็นหนี้สินเรื้อรังไปในที่สุด
แต่แนวคิดใหม่ ธปท.จะมีการออกแนวปฏิบัติกำหนดการคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ ให้เหมาะสมตามความเสี่ยงของตัวลูกหนี้ หากลูกหนี้มีความเสี่ยงสูงก็โอกาสที่แบงก์จะคิด “ดอกเบี้ย” สูง ตามความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละคน ในแต่ละประเภทของสินเชื่อ แต่จะไม่สูงเกินไปจนเกินเพดานที่กำหนด
การตัดสินใจจะกู้หรือไม่ จึงกลับมาขึ้นอยู่กับฝั่งลูกหนี้ว่าจะตัดสินใจยอมรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามความเสี่ยงของตัวเองหรือไม่ ซึ่งวิธีนี้เชื่อว่าจะทำให้ลดการพึ่งพาเจ้าหนี้นอกระบบลง
“หากลูกหนี้มีความเสี่ยงสูงในสายตาของแบงก์ เขาอาจจะคิดดอกเบี้ยสูงกว่าคนอื่น แต่ลูกหนี้จะกู้หรือไม่การตัดสินใจสุดท้ายจะกลับมาอยู่ที่ฝั่งลูกหนี้เป็นหลัก ส่วนคนที่มีความเสี่ยงต่ำ แบงก์ก็อาจจะลดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นพิเศษ”
คาดว่าเร็ว ๆ นี้ ธปท.จะเริ่มทดสอบวิธีการปล่อยกู้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ Risk based pricing ตามแนวปฏิบัติดังกล่าวในรูปแบบ Sand Box กับสินเชื่อที่จะเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ หรือนาโน ไฟแนนซ์ ก่อนจะพิจารณาขยายไปสู่สินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ ต่อไป

ข่าวน่าสนใจ
แจงปมบาทอ่อน ปล่อยตามกลไกไม่แทรกแซง




