บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideway Up ที่ระดับ 1,600–1,650 จุด หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงครามเกือบ 4 เดือน พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสัญจรได้ตามปกติ ส่งผลบวกต่อภาพรวมภูมิรัฐศาสตร์โลก
วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ GBS ระบุว่า ปัจจัยในประเทศก็เป็นใจไม่แพ้กัน ทั้งความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกที่มองบวกต่อเศรษฐกิจ 3 เดือนข้างหน้า รับแรงหนุนจากมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และ ธปท. ยืนยันเสถียรภาพเงินบาท ไม่จำเป็นต้องเรียกประชุม กนง. พิเศษ
นอกจากนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เร่งผลักดัน กองทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และโครงการ TISA (บัญชีการออมส่วนบุคคล) แบบถาวร คาดชัดเจนภายใน Q3 นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะเป็นแรงส่งสำคัญดันดัชนีทดสอบแนวต้าน 1,800 จุด ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา ทั้งคำเตือนธนาคารโลกที่ระบุว่าความขัดแย้งตะวันออกกลางก่อนหน้าอาจฉุดเศรษฐกิจโลกต่ำสุดนับตั้งแต่ยุคโควิด, ECB ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สกัดเงินเฟ้อ และตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ พุ่งแตะ 229,000 ราย สูงสุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2569 ร่วงสู่ 49.5 ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน
ปัจจัยสำคัญช่วงครึ่งหลังมิถุนายนที่ต้องติดตาม:
- ประกาศรายชื่อหุ้นเข้าออก SET50-SET100 (มีผล 1 ก.ค.)
- เปิดตัว CLICX Virtual Bank รายแรกของไทย (19 มิ.ย.)
- ประชุม กนง. (24 มิ.ย.) และ FED (16-17 มิ.ย.)
- อัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางญี่ปุ่น และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ-ยุโรป-จีน
ด้านกลยุทธ์การลงทุน วัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย GBS แนะ "ซื้อสะสม" หุ้นที่คาดรับอานิสงส์ชัดเจนจากสงครามยุติ ได้แก่ กลุ่มสายการบิน-ท่าอากาศยาน (THAI, BA, AOT) และกลุ่มโรงแรม (MINT, ERW, CENTEL)





