จากความฟินเวลาออกแรงบีบไปจนถึงคลิปแกะกล่องที่ชวนดูเพลิน สกุชชี่กลับมาเป็นของเล่นสุดฮิตอีกครั้งในปี 2569 หลังครีเอเตอร์บน TikTok พากันรีวิวของเล่นนุ่มเด้งหลากหลายรูปทรงตั้งแต่ขนมปัง ผลไม้ ไปจนถึงตัวการ์ตูนน่ารัก ทำให้หลายคนย้อนกลับไปนึกถึงของเล่นยอดนิยมเมื่อสิบกว่าปีก่อน
กระแสความนิยมครั้งนี้ร้อนแรงจนระบบ Social Listening ของ Zocial Eye พบว่าระหว่างวันที่ 1–24 มิถุนายน 2569 มีการพูดถึงสกุชชี่มากกว่า 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement รวมกว่า 33.9 ล้านครั้ง โดย TikTok เป็นแพลตฟอร์มหลักที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 85% ของการมีส่วนร่วมทั้งหมด ขณะที่ร้านขายของเล่นในย่านสำเพ็งหลายแห่งถึงกับมีลูกค้าแน่นตลอดทั้งวัน และบางร้านมียอดขายเพิ่มขึ้นจนทำรายได้นับแสนบาทต่อวัน
สิ่งที่น่าสนใจคือกระแสนี้ไม่ได้เกิดจากการเปิดตัวสินค้าของแบรนด์ใหญ่ แต่เกิดจากพลังของครีเอเตอร์รายย่อยที่หยิบของเล่นธรรมดามาสร้างคอนเทนต์ ASMR และรีวิวจนทำให้ของเล่นที่หลายคนเคยมองว่าหมดยุคกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
ทำไมคนถึงหลงรักการบีบสกุชชี่?
นักวิเคราะห์มองว่าความนิยมของสกุชชี่สะท้อนเทรนด์ที่เรียกว่า Sensory Economy หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ในวันที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่หน้าจอแทบตลอดเวลา การได้สัมผัสของนุ่มๆ ที่ค่อยๆ คืนรูปกลับกลายเป็นความสุขเล็กๆ ที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้
กระแสนี้ยังสอดคล้องกับกลุ่ม Kidult หรือผู้ใหญ่ที่ยังชื่นชอบของเล่นและของสะสมซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ของเล่นจึงไม่ได้เป็นเพียงของสำหรับเด็กอีกต่อไปแต่กลายเป็น "Comfort Item" หรือสิ่งของที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกของคนทุกวัย
แต่ในขณะที่หลายคนกำลังเพลิดเพลินกับการสะสมสกุชชี่ก็เริ่มมีอีกคำถามเกิดขึ้นว่า ของเล่นที่สร้างความสุขให้กับเรากำลังสร้างภาระให้กับโลกหรือเปล่า
ความฟินที่มาพร้อมข้อควรระวัง
แม้สกุชชี่จะดูเป็นของเล่นที่ปลอดภัยแต่ส่วนใหญ่ผลิตจากโฟมโพลียูรีเทน ซึ่งหากผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีสารเคมีตกค้างและปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ออกมา
มีงานศึกษาจากต่างประเทศพบว่าสกุชชี่บางชนิดสามารถปล่อยสารอย่างโทลูอีน สไตรีน และไดเมทิลฟอร์มามิดซึ่งเป็นสารที่สร้างข้อกังวลด้านสุขภาพโดยเฉพาะเมื่อใช้งานในพื้นที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทเป็นเวลานาน
ในประเทศไทยผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้เลือกซื้อสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน มอก. และหลีกเลี่ยงสกุชชี่ที่มีกลิ่นฉุนผิดปกติ สีหลุดลอกง่าย หรือเป็นสินค้าที่ไม่ทราบแหล่งผลิตเพราะอาจมีความเสี่ยงมากกว่าสินค้าที่ผ่านการรับรอง
ของเล่นชิ้นเล็กแต่ทิ้งร่องรอยไว้ให้โลก
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
สกุชชี่ส่วนใหญ่ทำจากโฟมโพลียูรีเทน วัสดุที่ผลิตจากปิโตรเลียมและย่อยสลายได้ยาก เมื่อหมดความนิยมของเล่นเหล่านี้จำนวนมากมักลงเอยในหลุมฝังกลบ กลายเป็นขยะพลาสติกที่อาจอยู่กับโลกไปอีกหลายสิบหรือหลายร้อยปี
ข้อมูลระดับโลกพบว่าปัจจุบันของเล่นกว่า 90% ยังคงผลิตจากพลาสติก ขณะที่ประเทศไทยมีขยะพลาสติกราวสองล้านตันต่อปีและมีเพียงประมาณ 25% เท่านั้นที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์
แม้สกุชชี่เพียงชิ้นเดียวจะไม่ได้เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน แต่เมื่อรวมกับการผลิต การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ และการทิ้งของเล่นจำนวนมหาศาลก็สะท้อนให้เห็นผลกระทบของวัฒนธรรมการบริโภคแบบใช้แล้วเปลี่ยนที่เกิดขึ้นทั่วโลก
เมื่อโลกกำลังร้อนขึ้นของเล่นกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา
ปี 2567 ถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลอุณหภูมิโลก ขณะที่หลายองค์กรด้านสภาพภูมิอากาศเตือนว่า เด็กและเยาวชนคือกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
คำถามจึงไม่ใช่ว่า "ควรเลิกเล่นสกุชชี่หรือไม่" แต่คือ "เราจะสนุกกับของเล่นอย่างรับผิดชอบได้อย่างไร"
หลายแบรนด์ของเล่นระดับโลกเริ่มพัฒนาวัสดุรีไซเคิล วัสดุชีวภาพ หรือซิลิโคนเกรดอาหารที่ปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเองก็สามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องง่ายๆ เช่น เลือกซื้อเท่าที่จำเป็น ใช้ของให้นานที่สุด ส่งต่อของเล่นที่ยังสภาพดี หรือเลือกแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
มากกว่าของเล่นคือโอกาสในการเรียนรู้
กระแสสกุชชี่อาจเริ่มต้นจากคลิป ASMR ที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายแต่สุดท้ายกลับพาเราไปไกลกว่านั้น
จากคำถามว่า "ทำไมสกุชชี่ถึงนุ่ม?" อาจต่อยอดไปสู่เรื่องวัสดุพลาสติก จากการสงสัยว่า "ทำไมมีกลิ่นแรง?" อาจนำไปสู่การเรียนรู้เรื่องสารเคมี และเมื่อถามว่า "เล่นเสร็จแล้วจะทิ้งที่ไหน?" บทสนทนาก็เชื่อมโยงไปถึงปัญหาขยะและภาวะโลกร้อนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
บางทีสกุชชี่อาจไม่ใช่เพียงของเล่นไวรัลแห่งปีแต่ยังเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ทุกการเลือกซื้อของเราแม้จะเป็นของชิ้นเล็กๆ ก็ล้วนเชื่อมโยงกับโลกใบใหญ่ที่ทุกคนกำลังอาศัยอยู่ร่วมกัน และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดที่กระแสของเล่นชิ้นนี้กำลังมอบให้สังคมไทย




