งานวิจัยใหม่เตือนโลกร้อนกำลังรีดโปรตีนออกจากน้ำนมวัว

25 มิ.ย. 2569 - 12:20

  • ความร้อนทำให้วัวผลิตนมได้น้อยลง วิจัยใหม่พบโปรตีนหด-ไขมันหาย ส่งผลกระทบต่อคุณค่าทางโภชนาการและรายได้เกษตรกร

  • คุณภาพน้ำนมเริ่มลดลงได้แม้ในช่วงอุณหภูมิประมาณ 15-21 องศาเซลเซียส ก่อนที่ปริมาณน้ำนมจะลดลง

  • คลื่นความร้อนในยุโรปกำลังสะท้อนผลกระทบในโลกจริง เมื่อฟาร์มโคนมฝรั่งเศสเริ่มเผชิญวัวให้นมน้อยลงและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว

งานวิจัยใหม่เตือนโลกร้อนกำลังรีดโปรตีนออกจากน้ำนมวัว

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามกับกรณี “โปรตีนอกไก่” “นมโปรตีนสูง” ที่ถูกผู้บริโภคนำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ จนเกิดข้อถกเถียงว่าสารอาหารบางส่วนอาจไม่ตรงกับที่ระบุบนฉลาก หรือที่เรียกกันว่า โปรตีนตกฉลาก”

อีกด้านหนึ่งของโลก นักวิทยาศาสตร์กำลังพบความจริงที่น่ากังวลไม่แพ้กัน

เพราะปัญหาเกี่ยวกับ “โปรตีนในนม” ในอนาคต อาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในขั้นตอนการผลิตหรือการติดฉลากเท่านั้น แต่กำลังเริ่มต้นตั้งแต่ “ต้นทาง” การผลิตในฟาร์ม เมื่อภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลโดยตรงต่อความสามารถของวัวนมในการผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพ

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐฯ พบว่าความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ไม่ได้ทำให้วัวผลิตน้ำนมได้น้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้ปริมาณไขมันและโปรตีนในน้ำนมลดลงด้วย ส่งผลให้คุณภาพของนม “เจือจางลง” อย่างมีนัยสำคัญ

นั่นหมายความว่า ในโลกที่ร้อนขึ้น ผู้บริโภคอาจไม่ได้เผชิญเพียงความเสี่ยงด้านปริมาณอาหาร แต่ยังอาจเผชิญการลดลงของคุณค่าทางโภชนาการในอาหารที่บริโภคอยู่ทุกวัน

The-Department-of-Health-clarifies-6-misconceptions-about-drinking-cow-milk-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

โลกร้อนไม่ได้ทำให้น้ำนมลดลงอย่างเดียว แต่ทำให้นม ‘คุณภาพต่ำลง’ ด้วย

ทีมนักวิจัยนำโดย แอเรียล ออร์ติซ-โบเบอา จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ วิเคราะห์ข้อมูลการผลิตน้ำนมของวัวกว่า 6.5 ล้านตัว ครอบคลุม 43 รัฐของสหรัฐฯ ระหว่างปี 2007-2016 พร้อมเชื่อมโยงกับข้อมูลสภาพอากาศความละเอียดสูงในแต่ละพื้นที่ รวมกว่า 120 ล้านชุดข้อมูล

ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณน้ำนมจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่ออุณหภูมิและความชื้นสูงเกินระดับที่วัวรับได้

แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ องค์ประกอบสำคัญของนมอย่างไขมันและโปรตีนกลับเริ่มลดลงตั้งแต่ก่อนที่ผลผลิตน้ำนมจะลดลงเสียอีก

ออร์ติซ-โบเบอา ระบุว่าผลกระทบดังกล่าวเป็น “ความเสียหายที่ซ่อนอยู่” ของภาวะโลกร้อน เพราะอุตสาหกรรมโคนมมักวัดความเสียหายจากปริมาณนมที่ลดลง แต่ไม่ได้คำนึงถึงการลดลงของคุณภาพนมมากนัก

อากาศแค่ 15-21 องศาฯ ก็เริ่มกระทบโปรตีนในนมแล้ว

หนึ่งในข้อค้นพบที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจัย คือคุณภาพนมเริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่อุณหภูมิประมาณ 15-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิระดับนี้ยังถือว่าเป็นอากาศที่มนุษย์ส่วนใหญ่รู้สึกสบาย และยังไม่ร้อนพอที่จะทำให้ผลผลิตน้ำนมลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม โปรตีนและไขมันในน้ำนมกลับเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ถังนมจะยังมีปริมาณเท่าเดิม แต่คุณค่าภายในถังนมอาจลดลงไปแล้ว นี่คือเหตุผลที่นักวิจัยมองว่า ผลกระทบจากความร้อนต่ออุตสาหกรรมนมอาจรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้หลายเท่า

รายได้เกษตรกรหายมากกว่าปริมาณนมที่ลดลง

ในอุตสาหกรรมนมสมัยใหม่ โรงงานรับซื้อน้ำนมไม่ได้พิจารณาเพียงปริมาณนมที่ส่งมอบ แต่ยังประเมินจากสัดส่วนไขมันและโปรตีนในนมด้วย ดังนั้น เมื่อคุณภาพนมลดลง รายได้ของเกษตรกรจึงลดลงเร็วกว่าปริมาณผลผลิต

งานวิจัยคำนวณว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีอุณหภูมิและความชื้นเพียงเล็กน้อย สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมนมสหรัฐฯ รวมกันมากกว่า 1,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และต้นทุนที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่เคยคำนวณเกือบสองเท่า เพราะต้องนับรวมความสูญเสียจากคุณภาพนมที่ลดลงด้วย

green-space-climate-change-dilutes-milk-protein-2.jpg

วัวยังปรับตัวต่อโลกที่ร้อนขึ้นไม่ได้

อีกหนึ่งข้อค้นพบสำคัญคือ นักวิจัยไม่พบหลักฐานว่าวัวนมสามารถปรับตัวทางชีวภาพให้ทนต่อสภาพอากาศร้อนขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้โลกจะเผชิญภาวะโลกร้อนมานานหลายทศวรรษแล้วก็ตาม

นักวิจัยมองว่า สาเหตุสำคัญมาจากการพัฒนาสายพันธุ์วัวในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มผลผลิตน้ำนมเป็นหลัก ขณะที่ความสามารถในการรับมือกับความร้อนไม่ได้ถูกคัดเลือกอย่างจริงจัง ผลคือ วัวในปัจจุบันอาจผลิตนมได้มากกว่าเดิม แต่กลับเปราะบางต่อคลื่นความร้อนมากขึ้นเช่นกัน

ฝรั่งเศสเริ่มเห็นผลกระทบจริงจากคลื่นความร้อน

สิ่งที่เกิดขึ้นในงานวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องทดลอง ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในฝรั่งเศสกำลังเผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรป

เรฌีส์ บอนแน็ง เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมในฝรั่งเศส เปิดเผยว่า แม้จะติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยลดอุณหภูมิในคอก แต่ผลผลิตน้ำนมของวัวแต่ละตัวยังคงลดลงวันละ 4-5 ลิตร นอกจากนี้ เขายังสูญเสียลูกวัวเพศเมียไปหนึ่งตัว และกังวลว่าความร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้นอาจส่งผลต่อการสืบพันธุ์ของฝูงวัวในอนาคต

ขณะเดียวกัน พืชอาหารสัตว์อย่างข้าวโพดและธัญพืชต่างได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง ทำให้ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัววัว แต่กระทบไปตลอดห่วงโซ่อาหารของอุตสาหกรรมนม

จาก ‘โปรตีนตกฉลาก’ สู่คำถามเรื่องความมั่นคงทางอาหาร

แน่นอนว่า ประเด็น “โปรตีนตกฉลาก” ในไทยเป็นเรื่องของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การกำกับดูแล และสิทธิผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสตามข้อเท็จจริง แต่ในระดับโลก งานวิจัยชิ้นนี้กำลังชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งที่ลึกกว่านั้น เพราะต่อให้วันหนึ่งทุกผลิตภัณฑ์สามารถแสดงข้อมูลบนฉลากได้อย่างถูกต้องครบถ้วน หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอาจเริ่มลดลงตั้งแต่ต้นทางการผลิต

สำหรับ “นมวัว” ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งโปรตีนและแคลเซียมสำคัญของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลก นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังกระทบปริมาณอาหารที่โลกผลิตได้ และสั่นคลอนความมั่นคงทางอาหารที่โลกมีมาโดยตลอดนับแต่บรรพกาล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์