สภาพอากาศโลกยังคงผันผวน ล่าสุดสถานการณ์พายุโซนร้อนกำลังแรง “บาหวี่” (BAVI) ปัจจุบันปกคลุมบริเวณมณฑลอานฮุย ประเทศจีน กำลังอยู่ในทิศทางที่อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงตามลำดับ ทว่า ความรุนแรงของพายุลูกนี้ได้ทิ้งบาดแผลและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้พายุทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น

วิกฤตร่วมเอเชียตะวันออก
จากการสำรวจผลกระทบล่าสุดในต่างประเทศ พบว่าพายุบาหวี่ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก อาทิ
ประเทศจีน
รัฐบาลจีนสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 2.8 ล้านคนในมณฑลเจ้อเจียง เซี่ยงไฮ้ และฝูเจี้ยน โดยที่เมืองเยว่ชิงมีรายงานต้นไม้หักโค่นกว่า 1,300 ต้น เกิดดินถล่มและน้ำท่วมขังบนเส้นทางคมนาคม นอกจากนี้ สนามบินเซี่ยงไฮ้ต้องยกเลิกเที่ยวบินรวม 653 เที่ยว และระบบรถไฟความเร็วสูงหลายเส้นทางต้องหยุดให้บริการเพื่อความปลอดภัย ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากพายุโดยตรง
ไต้หวัน
มีรายงานผู้บาดเจ็บ 134 ราย ประชาชนต้องอพยพหนีภัยกว่า 14,600 คน และเกิดไฟฟ้าดับสะสมในระบบโครงข่ายพลังงานมากกว่า 234,000 ครัวเรือน แต่ส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว
ญี่ปุ่น
บริเวณหมู่เกาะซาคิชิมะ ทางตอนใต้ของโอกินาวา ต้องเผชิญฝนตกชุก ลมกระโชกแรง และคลื่นสูงซัดเข้าหาชายฝั่ง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเฉพาะจุดและไฟฟ้าดับในบางพื้นที่
ในมุมมองด้านความยั่งยืนผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่าปรากฏการณ์ลมกระโชกแรงและปริมาณน้ำฝนที่สูงทำลายสถิตินี้ สอดคล้องกับอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งเป็น “เชื้อเพลิง” ชั้นดีที่ทำให้พายุหมุนเขตร้อนรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศชายฝั่ง

ผลกระทบประเทศไทย
กรมอุตุฯ ยกระดับเตือนภัย ออกประกาศฉบับที่ 10
แม้พายุบาหวี่จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่กลับได้รับผลกระทบในทางอ้อม เนื่องจากแรงเหวี่ยงของพายุได้ไปกระตุ้นให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ล่าสุด สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 10 เรื่องคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ฉบับที่ 10 (126/2569) ระบุว่า
ในช่วงวันที่ 13-15 ก.ค. 2569 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรง ส่งผลให้คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันดังกล่าวไว้ด้วย
โดยในช่วงวันที่ 13-14 ก.ค. 2569 ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดระนอง พังงา จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย
อนึ่ง พายุโซนร้อน “บาหวี่” (BAVI) ปกคลุมบริเวณมณฑลอานฮุย ประเทศจีน คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงตามลำดับในระยะต่อไป โดยพายุนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย จึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย แต่จะทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปในบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันดังกล่าวไว้ด้วย
ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เอกซเรย์พื้นที่เสี่ยงภัย 29 จังหวัดเตรียมรับมือฝนถล่ม
จากการประเมินสภาพอากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยาใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า มีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง จำนวนทั้งสิ้น 29 จังหวัด โดยแบ่งระดับความรุนแรงดังนี้
29 จังหวัดเสี่ยงภัยฝนตกหนัก-หนักมาก
รายชื่อจังหวัดเฝ้าระวัง “ฝนตกหนักมาก”
· ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: นครพนม
· ภาคตะวันออก: จันทบุรี, ตราด
· ภาคใต้: ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง, พังงา
รายชื่อจังหวัดเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก”
· ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, น่าน, ตาก
· ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย, บึงกาฬ, อุดรธานี, สกลนคร, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี
· ภาคกลาง: กาญจนบุรี, ราชบุรี
· ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว
· ภาคใต้: เพชรบุรี, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่
แนวโน้มพยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า
ช่วงวันที่ 13 - 15 ก.ค. 69: เป็นช่วงพีคสูงสุด ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนหนาแน่นจากการเลื่อนลงมาของร่องมรสุม ประชาชนในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ จำเป็นต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนอพยพหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ช่วงวันที่ 16 - 19 ก.ค. 69: สถานการณ์ฝนรวมถึงคลื่นลมในทะเลจะเริ่มคลายตัวลง โดยฝนจะลดน้อยลงแต่ยังคงมีตกหนักหลงเหลืออยู่บางแห่งบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันเฉียงเหนือตอนบน
สำหรับประชาชนที่มีโปรแกรมการเดินทางไปยังพื้นที่แถบเอเชียตะวันออก อย่างประเทศจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีแผนกิจกรรมทางทะเลในฝั่งอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศผ่านสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินภายใต้สภาวะภูมิอากาศแปรปรวนในปัจจุบัน






