เอลนีโญครั้งนี้แรงแค่ไหน? คำตอบขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนวัด

21 ต.ค. 2569 - 06:27

  • เกณฑ์วัดต่างกัน ผลต่างกัน ไขปมอังกฤษ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ประเมินความแรง “เอลนีโญ” ด้วยปัจจัยคนละแบบ

  • ทะเลร้อน โลกยิ่งเสี่ยง ดร.ธรณ์ เตือนจับตาความร้อนสะสมที่อาจซ้ำเติมสภาพอากาศสุดขั้ว

  • ไทยต้องรับมือสองด้าน รศ.ดร.วิษณุ เผยไทยปลายปีภาคใต้ฝนหนัก ก่อนรับมือภัยแล้ง ร้อน และ PM2.5 ต้นปี 2570

เอลนีโญครั้งนี้แรงแค่ไหน? คำตอบขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนวัด

ไขข้อข้องใจเรื่อง “เอลนีโญ” จากผลคาดการณ์ของหน่วยงานระดับโลกประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ก่อนประเมินความเสี่ยงน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อน และฝุ่น PM2.5 ในไทย ปี 2570

เมื่อหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาชั้นนำของโลกประเมิน “เอลนีโญ” ครั้งเดียวกัน แต่กลับให้คำอธิบายต่างกัน

สำนักงาน Met Office ของอังกฤษระบุว่า “ไม่เคยมีมาก่อน”

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศว่า “รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา”

ส่วนพยากรณ์อากาศสหรัฐฯ ยืนยันว่า “ยังไม่ทำลายสถิติเดิม”

ความขัดแย้งนี้มีคำอธิบายชัดเจน นั่นคือแต่ละองค์กรใช้วิธีวัดที่แตกต่างกัน

green-space-el-nino-record-measurement-debate-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

เอลนีโญคืออะไร และทำไมจึงสำคัญ

ปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือ ENSO ในมหาสมุทรแปซิฟิก คือตัวขับเคลื่อนสภาพอากาศโลกตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุด โดยปกติลมค้าจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตกตามแนวเส้นศูนย์สูตร ผลักน้ำอุ่นจากอเมริกาใต้ไปยังเอเชีย แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมค้าอ่อนกำลังลง น้ำอุ่นถูกผลักกลับมาทางตะวันออก ส่งผลให้บางพื้นที่บนโลกเย็นและชื้นขึ้น ขณะที่บางแห่งร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติ

ทำไมอังกฤษ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จึงประเมินความรุนแรงไม่เหมือนกัน

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ พื้นที่มหาสมุทรที่ใช้วัดและวิธีคำนวณอุณหภูมิ ทำให้ตัวเลขจากแต่ละประเทศอาจไม่ตรงกัน

อังกฤษ: จับตาอุณหภูมิน้ำทะเลที่ทำสถิติ

Met Office ของสหราชอาณาจักร ให้ความสำคัญกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแปซิฟิกตอนกลาง แต่การระบุว่าร้อนเป็นประวัติการณ์ต้องแยกให้ออกระหว่าง อุณหภูมิจริง กับ ค่าความเบี่ยงเบนจากระดับปกติ เพราะน้ำทะเลที่ร้อนที่สุดไม่จำเป็นต้องหมายถึงเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเสมอไป

ญี่ปุ่น: วัดความเบี่ยงเบนในพื้นที่ Niño 3

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ใช้ค่าความเบี่ยงเบนของอุณหภูมิในพื้นที่ Niño 3 ทางตะวันออกของแปซิฟิก ซึ่งต่างจากพื้นที่ Niño 3.4 ที่นิยมใช้ติดตาม ENSO โดยข้อมูลที่ให้มาระบุว่าค่าสูงกว่าสถิติปี 1997 ในชุดข้อมูลย้อนหลังถึงปี 1949 อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบความรุนแรงต้องใช้พื้นที่และเกณฑ์เดียวกัน

สหรัฐฯ: ปรับดัชนีรับมือโลกร้อน

องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ติดตาม ENSO ผ่านพื้นที่ Niño 3.4 และใช้ดัชนี RONI ซึ่งเปรียบเทียบอุณหภูมิแปซิฟิกตะวันออกกับมหาสมุทรเขตร้อนโดยรวม แทนที่จะใช้ค่าเฉลี่ย 30 ปีแบบเดิม เพื่อให้สะท้อนผลกระทบต่อสภาพอากาศได้แม่นยำขึ้น

ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานใดวัดผิด แต่สะท้อนว่าการจะประเมินว่าเอลนีโญรุนแรงเพียงใดในแต่ละครั้ง ต้องดูทั้งตัวชี้วัด พื้นที่อ้างอิง และเกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบกับอดีต อย่างไรก็ตาม การที่ตัวเลขแตกต่างกันไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ไม่น่ากังวล เพราะอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงผิดปกติยังเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องติดตาม

green-space-dr-thon-weather-flood-warning-rain-risk-2026-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

โลกร้อนซ้อนเอลนีโญ ทะเลร้อนผิดปกติบอกอะไรเรา

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ให้เห็นความน่ากังวลของอุณหภูมิน้ำทะเลโลกที่สูงผิดปกติ โดยเปรียบเทียบข้อมูลปีนี้กับปีก่อนและค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปี

ประเด็นสำคัญคือ อุณหภูมิน้ำทะเลในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมยังร้อนจัด ทั้งที่ตามรูปแบบฤดูกาลโดยทั่วไป อุณหภูมิมักสูงในช่วงประมาณมีนาคมถึงเมษายน ก่อนจะลดลง

สถานการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงจากปัจจัยสองด้านที่เกิดขึ้นร่วมกัน ได้แก่ ภาวะโลกร้อนซึ่งทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของมหาสมุทรสูงขึ้น และเอลนีโญ ซึ่งเปลี่ยนแปลงการกระจายตัวของความร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิก

อ.ธรณ์ ยังยกข้อมูลอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณเกาะล้านที่ตรวจสอบย้อนหลัง 7 วัน โดยระบุว่าอุณหภูมิต่ำสุดยังสูงกว่า 30.2 องศาเซลเซียส และบางช่วงแตะ 31 องศาเซลเซียส เทียบกับค่าเฉลี่ยเดือนตุลาคมที่ใช้อ้างอิงประมาณ 29.5 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลเฉพาะพื้นที่และช่วงเวลาที่นักวิชาการนำเสนอ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของทะเลไทยทั้งหมด

น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นอาจเพิ่มการระเหยและปริมาณความชื้นในบรรยากาศ หากความชื้นเข้าสู่ระบบฝนที่เหมาะสม ก็อาจเพิ่มโอกาสเกิดฝนตกหนักได้ ขณะเดียวกัน อุณหภูมิและความเค็มที่เปลี่ยนแปลงยังอาจส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแพลงก์ตอนบลูมในบางพื้นที่เมื่อมีปัจจัยอื่นเอื้ออำนวย

อย่างไรก็ตาม น้ำทะเลร้อนเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าพายุทุกลูกจะรุนแรงขึ้น หรือทุกพื้นที่จะเกิดฝนหนัก เพราะยังมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อมอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

economic-business-thai-flood-money-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

ไทยเสี่ยงอะไรบ้าง? ปลายปีระวังน้ำท่วม ก่อนจับตาภัยแล้งปี 2570

ทางด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เตือนว่าประเทศไทยต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่อาจเปลี่ยนจากฝนหนักไปสู่ฝนน้อยและอากาศร้อนในช่วงต่อเนื่องกัน

ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ระบุว่า แบบจำลอง NOAA ประเมินโอกาสเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงตุลาคม-ธันวาคม 2569 ไว้ที่ 100% ตามเกณฑ์ Relative Niño 3.4 และคาดว่าปรากฏการณ์อาจต่อเนื่องไปถึงฤดูร้อนปี 2570 แม้มีแนวโน้มอ่อนกำลังลง

แต่โอกาสเกิดเอลนีโญ 100% ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ของไทยจะเกิดภัยแล้งแน่นอน เพราะผลกระทบยังขึ้นอยู่กับมรสุม พายุ และรูปแบบฝนในแต่ละพื้นที่

สำหรับช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม 2569 ผลพยากรณ์เฉลี่ยจาก 12 สำนักอุตุนิยมวิทยาที่ รศ.ดร.วิษณุ นำเสนอชี้ว่าประเทศไทยตอนบนส่วนใหญ่มีแนวโน้มฝนใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ภาคใต้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะตอนกลางและตอนล่าง อาจมีฝนมากกว่าปกติ จึงต้องเฝ้าระวังฝนหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน

เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2570 ภาคใต้หลายพื้นที่อาจมีฝนต่ำกว่าปกติ ก่อนที่สัญญาณฝนน้อยจะขยายไปยังภาคเหนือ ภาคตะวันตก และพื้นที่อื่นๆ ในช่วงมีนาคม-เมษายน

ขณะเดียวกัน ผลพยากรณ์เฉลี่ยจาก 12 สำนักระบุว่า ประเทศไทยอาจมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติประมาณ 1–2.5 องศาเซลเซียสในช่วงพฤศจิกายน 2569-เมษายน 2570 หากฝนน้อยเกิดร่วมกับอากาศร้อน ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อแหล่งน้ำ ผลผลิตทางการเกษตร และสุขภาพของประชาชน รวมถึงเอื้อต่อปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 หากมีสภาพอากาศและแหล่งกำเนิดมลพิษที่เหมาะสม

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ Indian Ocean Dipole (IOD) ซึ่งสะท้อนความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่าดัชนีมีค่าสูงกว่าเกณฑ์บวก 0.4 องศาเซลเซียสแล้ว หากภาวะ IOD เชิงบวกดำเนินต่อเนื่องร่วมกับเอลนีโญ อาจเพิ่มความเสี่ยงฝนน้อยในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ผลต่อไทยยังต้องประเมินจากข้อมูลพยากรณ์รายพื้นที่ประกอบ

green-space-thai-water-stocks-80-percent-warning-2-oct-2026-SPACEBAR-Thumbnail.png

ไทยเตรียมรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างไร?

นักวิชาการเสนอให้ประเทศไทยเตรียมรับมือทั้งความเสี่ยงน้ำท่วมและภัยแล้งควบคู่กัน ไม่ควรรอให้สถานการณ์เกิดขึ้นก่อนจึงเริ่มวางแผน

ภาคใต้ ตรวจสอบระบบระบายน้ำ เฝ้าระวังฝนสะสม น้ำป่า และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเตรียมแผนอพยพเมื่อมีประกาศเตือน

ภาคเกษตร ประเมินน้ำที่เข้าถึงได้จริงก่อนเริ่มเพาะปลูก ปรับแผนการผลิตตามปริมาณน้ำ และเตรียมวิธีลดความเสียหายจากอากาศร้อน

ชุมชนและท้องถิ่น สำรวจน้ำสำรองในสระ บ่อ และระบบประปา โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่อาจขาดแคลนน้ำ แม้เขื่อนหลักจะมีน้ำสะสมมาก

สุขภาพและสิ่งแวดล้อม เตรียมรับมือความร้อนและฝุ่น PM2.5 เฝ้าระวังไฟป่า ลดการเผา และติดตามคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยง

การเตรียมพร้อมต้องอาศัยข้อมูลพยากรณ์ที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง เพราะแนวโน้มระยะยาวยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน

โลกกำลังเปลี่ยนไป

คำถามว่า “เอลนีโญครั้งนี้รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หรือไม่?” ยังต้องพิจารณาจากดัชนีและเกณฑ์ที่แต่ละหน่วยงานใช้ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคืออุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงผิดปกติ และความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในโลกที่ร้อนขึ้น

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้มีเพียงน้ำท่วมปลายปีหรือภัยแล้งปีหน้า แต่รวมถึงอากาศร้อนจัด การบริหารจัดการน้ำ ผลกระทบต่อภาคเกษตร และคุณภาพอากาศ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์