ยิ่งโลกอุณหภูมิสูงขึ้น กรุงเทพฯ ก็ยิ่งเสี่ยงเผชิญน้ำท่วมรุนแรงมากขึ้น

7 ต.ค. 2569 - 15:30

  •   ในเขตร้อนชื้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พายุฝนฟ้าคะนองมักก่อตัวและพัดผ่านเข้ามาในช่วงบ่ายแทบทุกวัน เนื่องจากความร้อนในเวลากลางวันทำให้เกิดเมฆฝนขนาดใหญ่

  • โดยปกติแล้ว เดือนกันยายนเป็นเดือนที่ฝนตกหนักที่สุดในกรุงเทพฯ

  • สภาพอากาศที่อบอุ่นเอื้อให้มีทั้งความชื้นและพลังงานเพียงพอที่จะทำให้พายุยังคงตัวอยู่ได้

ยิ่งโลกอุณหภูมิสูงขึ้น กรุงเทพฯ ก็ยิ่งเสี่ยงเผชิญน้ำท่วมรุนแรงมากขึ้น

คิมเบอร์รี รีด นักวิจัยหลังปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์บรรยากาศที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเขียนบทความเตือนไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอนาคตกรุงเทพฯ จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเขตร้อนชื้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พายุฝนฟ้าคะนองมักก่อตัวและพัดผ่านเข้ามาในช่วงบ่ายแทบทุกวัน เนื่องจากความร้อนในเวลากลางวันทำให้เกิดเมฆฝนคิวมูโลนิมบัส หรือเมฆฝนฟ้าคะนอง ขนาดใหญ่ปกคลุมท้องฟ้าและขยายขนาดขึ้น ก่อนจะทำให้เกิดฝนตกหนักในเมืองต่างๆ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และกรุงเทพฯ

รีดบอกว่า ในเมืองเหล่านี้ ระบบระบายน้ำถูกออกแบบมาให้รองรับฝนที่ตกหนักในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ปริมาณฝนที่ตกในกรุงเทพฯ ตลอดสัปดาห์ที่แล้วห่างไกลจากคำว่าปกติมาก

โดยปกติแล้ว เดือนกันยายนเป็นเดือนที่ฝนตกหนักที่สุดในกรุงเทพฯ โดยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 344 มิลลิเมตร ซึ่งมักจะกระจายตัวอยู่ในช่วง 18 วันที่มีฝนตก แต่สัปดาห์ที่แล้วเพียงสัปดาห์เดียว กรุงเทพฯ มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงถึงประมาณ 300 มิลลิเมตรภายในเวลา 48 ชั่วโมง ซึ่งเกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบระบายน้ำในเมือง

ปริมาณน้ำมหาศาลนี้ส่งผลให้ทางการต้องประกาศเขตภัยพิบัติในทั้ง 50 เขต

น้ำท่วมอยู่คู่กรุงเทพฯ

ฝนตกหนักฉับพลันนี้เกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมเหนือกรุงเทพฯ ราว 3 วัน ในหย่อมความกดอากาศต่ำ  อากาศจะลอยตัวสูงขึ้น และความชื้นในอากาศจะควบแน่นกลายเป็นเมฆและฝน หากหย่อมความกดอากาศต่ำหยุดนิ่งอยู่กับที่ สามารถทำให้ฝนตกลงมาในพื้นที่เดิมติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง

ในบริเวณอ่าวไทยที่อยู่ใกล้เคียง อุณหภูมิผิวน้ำทะเลอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของพื้นที่อยู่หลายองศา สภาพอากาศที่อบอุ่นแบบนี้เอื้อให้มีทั้งความชื้นและพลังงานเพียงพอที่จะทำให้พายุยังคงตัวอยู่ได้

รีดบอกว่า ประเทศไทยกับน้ำท่วมเป็นของคู่กัน ปี 2011 มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 คนจากเหตุการณ์ที่ปริมาณน้ำฝนมาก พายุโซนร้อนหลายลูก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการมาถึงเร็วกว่าปกติของฤดูมรสุมเกิดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างหลายเดือน ธนาคารโลกระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้นก่อให้เกิดความเสียหายราว 46,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอุตสาหกรรมการผลิตในท้องถิ่นได้รับผลกระทบหนักที่สุด

กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย พื้นที่เมืองส่วนใหญ่เป็นที่ราบเรียบ ไม่มีภูมิประเทศตามธรรมชาติที่จะชะลอหรือเปลี่ยนเส้นทางน้ำปริมาณมหาศาล

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังทรุดตัวต่อเนื่องมานานหลายสิบปี การสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณมากช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ส่งผลให้พื้นดินใต้กรุงเทพฯ ทรุดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 1988 เพียงปีเดียว ระดับพื้นดินทรุดลงไปมากกว่า 10 เซนติเมตร

การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ เช่น การกำหนดราคาการใช้น้ำบาดาลและการติดตามตรวจสอบอย่างครอบคลุม ช่วยลดอัตราการทรุดตัวเหลือประมาณ 2-3 เซนติเมตรต่อปี แต่เมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้น กรุงเทพฯ ก็ยิ่งระบายน้ำท่วมลงสู่อ่าวไทยได้ยากขึ้น ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

กรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว โดยมีลักษณะเด่นคือ อาคารสูงและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก คอนกรีตกำลังเข้ามาแทนที่ดินร่วนในหลายพื้นที่ของเมือง นั่นหมายความว่า เมื่อฝนตกพื้นดินจึงดูดซับน้ำได้น้อยลง การขยายตัวของความเป็นเมืองในกรุงเทพฯ ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าเพิ่มขึ้น 25% ในช่วงที่เกิดฝนตกหนักรุนแรง

พ่อค้าแม่ค้าขนย้ายสินค้าฝ่าน้ำท่วมในเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP
พ่อค้าแม่ค้าขนย้ายสินค้าฝ่าน้ำท่วมในเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP

มีร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

รีดเผยว่า ยังเร็วเกินไปที่จะทราบผลกระทบที่แน่ชัดของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเหตุการณ์ฝนตกครั้งนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี มีการตรวจพบร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในแนวโน้มของเหตุการณ์ฝนตกหนักสุดขั้วทั่วโลก

ในกรุงเทพฯ งานวิจัยระบุว่า วันที่ฝนตกหนักมากนั้นมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้น โดยปริมาณน้ำฝนในวันที่ฝนตกหนักที่สุดของปีจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 6-12 มิลลิเมตรในทุกๆ 10 ปี

อีกการศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2011 พบแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของปริมาณน้ำฝนในช่วงก่อนฤดูมรสุมทั่วประเทศไทย โดยปกติแล้วปริมาณน้ำฝนส่วนใหญ่ของประเทศจะตกในช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ดินอุ้มน้ำไว้มากจนพร้อมที่จะเกิดน้ำท่วมได้ แม้จะยังไม่เข้าสู่ช่วงที่มีฝนตกหนักที่สุดก็ตาม

ชั้นบรรยากาศสามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้นเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่า ปริมาณน้ำฝนในอนาคตมีแนวโน้มที่จะชุกกว่าในกรณีที่มนุษย์ไม่ได้เป็นสาเหตุให้โลกร้อนขึ้น ที่น่ากังวลคือ ไอน้ำในชั้นบรรยากาศของโลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม

รีดบอกว่า เรายังไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะกระทบกับหย่อมความกดอากาศต่ำที่แช่อยู่กับที่หรือไม่ แต่เมื่อเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ เราสามารถคาดการณ์ได้ว่า ฝนจะตกมากขึ้น

ฝนตกลงมาอย่างหนักในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 Photo by Anthony WALLACE / AFP
ฝนตกลงมาอย่างหนักในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 Photo by Anthony WALLACE / AFP

เตรียมรับมือฝนตกหนัก

ในระยะยาว กรุงเทพฯ จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันเป็นผลมาจากปัจจัยร่วมด้านสภาพภูมิอากาศ สภาพทางภูมิศาสตร์ และการขยายตัวของความเป็นเมือง

รีดเผยว่า สิ่งสำคัญคือ ระบบระบายน้ำในเขตเมืองจะต้องได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักมากในปัจจุบัน และต้องรับมือกับแนวโน้มปริมาณน้ำฝนที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคตด้วย การวางผังเมืองที่ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและพื้นผิวทางเดินที่น้ำซึมผ่านได้จะช่วยลดปริมาณน้ำหลากจากพายุและช่วยให้ผิวดินสามารถดูดซับน้ำได้มากขึ้น

การปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้าถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากมีชาวกรุงเทพฯ บางส่วนระบุว่า ไม่ได้รับข้อความแจ้งเตือนทางโทรศัพท์จนกระทั่งระดับน้ำสูงถึงช่วงเอวแล้ว การลงทุนในระบบตรวจวัดสภาพอากาศระดับโลกและแบบจำลองที่มีความละเอียดสูงจะช่วยให้สามารถพยากรณ์สภาพอากาศที่รุนแรงได้แม่นยำยิ่งขึ้น

Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์