หลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้รับข่าวร้ายด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ หรือภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ท่ามกลางความท้าทายเหล่านั้น มีอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังเดินหน้าไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือ “การฟื้นตัวของชั้นโอโซนโลก”
รายงาน Scientific Assessment of Ozone Depletion ซึ่งจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญภายใต้ พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) และได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ยืนยันว่าชั้นโอโซนกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังประเทศต่างๆ ร่วมกันยุติการใช้สารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซนตลอดกว่า 35 ปีที่ผ่านมา
หลุมโอโซนวิกฤตระดับโลก
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ชั้นโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกาบางลงอย่างผิดปกติ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า หลุมโอโซน (Ozone Hole)
สาเหตุสำคัญมาจากสารเคมีในกลุ่ม คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) และสารทำลายชั้นโอโซนอื่น ๆ ซึ่งถูกใช้แพร่หลายในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ สเปรย์ และกระบวนการอุตสาหกรรม เมื่อสารเหล่านี้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ จะปลดปล่อยอะตอมคลอรีนและโบรมีนที่เร่งการสลายตัวของโมเลกุลโอโซน ทำให้เกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ของโลกอ่อนแอลง
หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก ผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร แพลงก์ตอนพืชในมหาสมุทร และระบบนิเวศทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้น
“พิธีสารมอนทรีออล” จุดเปลี่ยนของโลก
ปี 1987 นานาประเทศร่วมลงนามในพิธีสารมอนทรีออล เพื่อทยอยยกเลิกการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซน ถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการให้สัตยาบันจากประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลก
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของข้อตกลงดังกล่าว โดยรายงานล่าสุดระบุว่า โลกสามารถยุติการใช้สารทำลายชั้นโอโซนที่ถูกควบคุมได้แล้วเกือบ 99% ส่งผลให้ความเข้มข้นของสารเหล่านี้ในบรรยากาศลดลง และชั้นโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ตอนบนเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน

หากประเทศต่างๆ ยังคงดำเนินนโยบายเดิมต่อไป นักวิทยาศาสตร์คาดว่าชั้นโอโซนจะกลับสู่ระดับของปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดหลุมโอโซน โดยมีกรอบเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ได้แก่
• พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก (ละติจูด 60°N–60°S) ภายในปี 2040
• บริเวณอาร์กติก ภายในปี 2045
• บริเวณแอนตาร์กติกา ภายในปี 2066
“แม้หลุมโอโซนเหนือแอนตาร์กติกาจะมีความผันผวนในแต่ละปีจากสภาพอุตุนิยมวิทยา แต่แนวโน้มระยะยาวตั้งแต่ปี 2000 แสดงให้เห็นว่าหลุมโอโซนมีทั้งขนาดและความลึกลดลงอย่างต่อเนื่อง”
— นักวิทยาศาสตร์ ระบุ
ความสำเร็จไม่ได้ช่วยแค่โอโซน
ความสำเร็จของพิธีสารมอนทรีออลไม่ได้หยุดอยู่เพียงการฟื้นตัวของชั้นโอโซน รายงานระบุว่า การลดการใช้สารทำลายชั้นโอโซนยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบางชนิด และภายใต้ Kigali Amendment ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2016 ประเทศต่างๆ ยังตกลงทยอยลดการใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) แม้สารเหล่านี้จะไม่ทำลายชั้นโอโซนโดยตรง แต่มีศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนสูง
คณะผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การดำเนินการตาม Kigali Amendment จะช่วยหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ราว 0.3-0.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2100
บทเรียนสำคัญต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการฟื้นตัวของชั้นโอโซนจะเป็นคนละประเด็น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า พิธีสารมอนทรีออลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกสามารถแก้ไขได้ หากการตัดสินใจเชิงนโยบายตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และได้รับความร่วมมือจากทุกประเทศ
“ความสำเร็จในการยุติการใช้สารทำลายชั้นโอโซน แสดงให้เห็นว่าประชาคมโลกสามารถเร่งเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ หากมีความร่วมมือในระดับเดียวกัน”
— ศาสตราจารย์เพตเตรี ทาลาส อดีตเลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุ
อย่างไรก็ตาม รายงานยังเตือนถึงความท้าทายในอนาคต โดยเฉพาะแนวคิด Geoengineering เช่น การฉีดละอองลอยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์เพื่อสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างและสลายตัวของโอโซน จึงจำเป็นต้องศึกษาความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนนำไปใช้จริง




