ถุงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ‘น้อยที่สุด’ คือถุงที่เรามีอยู่ที่บ้านแล้ว

3 ก.ค. 2569 - 15:41

  • UNEP ชี้ไม่มีถุงชนิดใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในทุกมิติ เพราะแต่ละวัสดุมีต้นทุนต่อโลกแตกต่างกัน

  • “ถุงผ้า” จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ ก็ต่อเมื่อนำกลับมาใช้ซ้ำหลายสิบครั้ง ไม่ใช่ซื้อใหม่ทุกครั้งที่ลืมพก

  • ผู้เชี่ยวชาญย้ำทางออกของปัญหาพลาสติกไม่ใช่แค่เปลี่ยนชนิดถุง แต่ต้องลดการใช้และสร้างวัฒนธรรมการใช้ซ้ำ

ถุงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ‘น้อยที่สุด’ คือถุงที่เรามีอยู่ที่บ้านแล้ว

เชื่อหรือไม่? โลกไม่ได้ขาดถุงพลาสติก แต่กำลังมีขยะพลาสติกมากเกินไป

“ถุงพลาสติก” จากของใช้ที่ถือของกลับบ้านเพียงไม่กี่นาที สู่ขยะที่อาจหลงเหลือในธรรมชาตินานกว่าช่วงชีวิตของมนุษย์หลายรุ่น วันที่ 3 กรกฎาคม ถูกกำหนดให้เป็น “วันปลอดถุงพลาสติกสากล” (International Plastic Bag Free Day) เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2009 โดยจุดเริ่มต้นจากเครือข่าย Bag Free World ซึ่งเป็นความร่วมมือขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมหลายแห่งในยุโรปและทั่วโลก ที่ทำงานรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว วันนี้ที่ไม่ใช่แค่ประตู่สู่การรณรงค์ “งดรับถุงพลาสติก” แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ปัญหาพลาสติกใช้ครั้งเดียว (Single-use plastics) กำลังท้าทายระบบการผลิต การบริโภค และการจัดการขยะของโลกทั้งระบบ

ทุกวันที่ 3 กรกฎาคมของทุกปี หลายประเทศทั่วโลกจะร่วมรณรงค์ในวันปลอดถุงพลาสติก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ลดการพึ่งพาถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และหันไปสู่ทางเลือกที่ใช้ซ้ำได้ (Reusable Alternatives) แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแต่สารสำคัญของวันปลอดถุงพลาสติกสากลยังคงชัดเจน นั่นคือการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และผลักดันให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง มากกว่ารอแก้ปัญหาที่ปลายทาง

ถุง 1 ใบใช้ไม่กี่นาที แต่ตกค้างบนโลกเป็นร้อยปี

ภาพที่หลายคนคุ้นเคยคือ การรับถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ตลาด หรือร้านอาหาร ก่อนนำกลับบ้านแล้วทิ้งในเวลาไม่นาน แต่ในมุมของนักสิ่งแวดล้อม สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่ “ระยะเวลาการใช้งาน”หากเป็น “ระยะเวลาที่ขยะยังคงอยู่”

องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมในยุโรป Zero Waste Europe ระบุว่าถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียงราว 20–25 นาที ก่อนกลายเป็นขยะ ขณะที่สามารถคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานประมาณ 100–500 ปี (ขึ้นอยู่กับชนิดของพลาสติก) โดยพลาสติกไม่ได้หายไป แต่ค่อยๆ แตกตัวเป็นชิ้นเล็กลง กลายเป็นไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกที่กระจายอยู่ในดิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศ รวมถึงห่วงโซ่อาหาร

แม้ตัวเลข “25 นาที” จะเป็นการประเมินเชิงพฤติกรรมที่ใช้ในการรณรงค์ มากกว่าจะเป็นผลจากการทดลองโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันคือ พลาสติกใช้ครั้งเดียวมีอายุการใช้งานสั้นมาก เมื่อเทียบกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ยาวนานอย่างไม่สมดุล

ถุงพลาสติก...ไม่ใช่ผู้ร้ายเพียงคนเดียว

ภาพจำของการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมมักชี้ไปที่ถุงพลาสติกในฐานะตัวการของปัญหาขยะทะเลและไมโครพลาสติก แต่รายงาน Single-use Plastic Bags and Their Alternatives: Recommendations from Life Cycle Assessments ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ชวนให้มองประเด็นนี้อย่างรอบด้านมากขึ้น

รายงานซึ่งวิเคราะห์งานวิจัย Life Cycle Assessment (LCA) จำนวน 7 ฉบับ เปรียบเทียบผลกระทบของถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวกับถุงประเภทอื่นตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัด พบว่าไม่มีถุงชนิดใดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในทุกมิติ

ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมีข้อเสียชัดเจนในด้านการก่อให้เกิดขยะบนบก ขยะทะเล และไมโครพลาสติก แต่ในบางตัวชี้วัด เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำ และการใช้ที่ดิน กลับมีผลกระทบต่ำกว่าถุงบางประเภท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับถุงที่ต้องใช้วัตถุดิบและพลังงานจำนวนมากในการผลิต

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเปลี่ยนวัสดุเพียงอย่างเดียว ไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสมอไป

sustainability-international-plastic-bag-free-day-reuse-your-existing-bag-SPACEBAR-Photo01.jpg

ถุงผ้า...ดีจริง แต่ต้อง “ใช้ให้คุ้ม”

หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของ UNEP คือจำนวนครั้งที่นำถุงกลับมาใช้ซ้ำ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าชนิดของวัสดุในหลายกรณี

รายงานระบุว่า

◦                         ถุงผ้าฝ้ายต้องใช้ซ้ำประมาณ 50–150 ครั้ง

◦                         ถุงโพลีโพรพิลีน (PP) แบบหนาต้องใช้ประมาณ 10–20 ครั้ง

◦                         ถุงโพลีเอทิลีน (PE) แบบใช้ซ้ำต้องใช้ประมาณ 5–10 ครั้ง

จึงจะมีผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว นั่นหมายความว่า ถุงผ้าที่ซื้อมาเพราะ “ลืมถุงผ้าใบเดิม” หรือถุงผ้าที่สะสมไว้จำนวนมากแต่ใช้งานเพียงไม่กี่ครั้ง อาจไม่ได้ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ถุง แต่อยู่ที่พฤติกรรม

รายงานของ UNEP ยังระบุว่า ถุงกระดาษมีข้อได้เปรียบในด้านการลดปัญหาขยะที่ตกค้างในธรรมชาติ แต่ในหลายกรณีกลับสร้างผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้น้ำ และภาวะยูโทรฟิเคชันมากกว่าถุงพลาสติก ขณะที่ถุงย่อยสลายได้และพลาสติกชีวภาพก็ยังมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมในบางมิติ

ผลการศึกษาจึงชี้ว่า การลดผลกระทบจากถุงใส่ของ ไม่ใช่เรื่องของการเลือกวัสดุชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการไม่ปล่อยให้ขยะรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม

ในบรรดาข้อค้นพบทั้งหมดของรายงาน UNEP มีประโยคหนึ่งที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง เพราะสะท้อนหัวใจของการบริโภคอย่างยั่งยืนได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือ

“ถุงใส่ของที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด คือถุงที่ผู้บริโภคมีอยู่ที่บ้านแล้ว”

sustainability-international-plastic-bag-free-day-reuse-your-existing-bag-SPACEBAR-Photo02.jpg

ประโยคสั้นๆ นี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า โลกไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเปลี่ยนไปซื้อถุงแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา หากต้องการให้ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด

จากงดรับถุง สู่การเปลี่ยนระบบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย มีมาตรการลดการแจกถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในห้างค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมองว่า ความท้าทายในระยะต่อไปคือการสร้าง ระบบใช้ซ้ำ (Reuse Systems) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่หมุนเวียนได้ และการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคควบคู่กัน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของโลกอาจไม่ใช่การมี “ถุงพลาสติก” เพียงอย่างเดียว แต่คือการที่เรายังผลิตสิ่งของจำนวนมหาศาลเพื่อใช้งานเพียงครั้งเดียว ก่อนส่งต่อภาระให้สิ่งแวดล้อมจัดการต่ออีกหลายสิบหรือหลายร้อยปี

และนั่นคือเหตุผลที่ “วันปลอดถุงพลาสติกสากล” ไม่ได้ชวนให้ตั้งคำถามว่า “วันนี้จะรับถุงหรือไม่?”  แต่เราชวนถามต่อว่า “ของที่เรากำลังถืออยู่จำเป็นต้องเป็นของใหม่ทุกครั้งจริงหรือ?” เพราะในหลายกรณี คำตอบที่ยั่งยืนที่สุดอาจไม่ใช่...เปลี่ยนถุง แต่คือหยิบใบเดิมมาใช้ให้คุ้ม!!

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์