นักวิเคราะห์ชี้ประชุมสุดยอดทรัมป์-สี ครั้งนี้ จีนยัง ‘ถือไพ่เหนือกว่า’ เพราะสหรัฐฯ ติดหล่มสงครามอิหร่าน

24 ก.ย. 2569 - 14:54

  • แหล่งข่าวใกล้ชิดของจีนเปิดเผยว่า “รัฐบาลจีนประเมินอย่างรอบคอบว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้จีนมีอำนาจต่อรองและได้เปรียบสหรัฐฯ มากขึ้นบนโต๊ะเจรจา”

  • ในศึกการทูตครั้งนี้ จีนกุมความได้เปรียบอย่างมากจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

  • “สี จิ้นผิง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนยอมอ่อนข้อให้แก่ทรัมป์ เนื่องจากฝั่งผู้นำสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะหลังพิงฝาจากสงครามอันแสนแพงที่กระทบต่อเงินในกระเป๋าของชาวอเมริกัน...” นักวิเคราะห์ประเมิน

นักวิเคราะห์ชี้ประชุมสุดยอดทรัมป์-สี ครั้งนี้ จีนยัง ‘ถือไพ่เหนือกว่า’ เพราะสหรัฐฯ ติดหล่มสงครามอิหร่าน

การประชุมสุดยอดครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทั่วโลกจับตามองได้เวียนกลับมาอีกครั้ง หลังจากเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ก็เพิ่งเดินทางไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ในรอบเกือบ 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2017   

ทรัมป์ และสตรีหมายเลขหนึ่ง เดินทางไปร่วมพิธีต้อนรับ สี จิ้นผิง ด้วยตัวเองเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 กันยายน) เพื่อเปิดฉากการเยือนระดับรัฐอย่างเป็นทางการท่ามกลางพิธีการต้อนรับสุดอลังการ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจในทุกมิติ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สงครามการค้า ไปจนถึงประเด็นอิหร่าน  

แม้ว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้จะถูกคาดหมายว่าเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์บนเวทีโลกมากกว่าเนื้อหาข้อตกลงเชิงลึก แต่ล่าสุดกลับเกิดข้อตกลงสำคัญหลุดออกมาล่วงหน้า เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขยายเวลาข้อตกลงสงบศึกสงครามการค้ากับจีนออกไปอีก 2 เดือน จากเดิมที่จะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญของจีนในตะวันออกกลาง) คาดว่าจะกลายเป็นโจทย์ยากที่เป็นฉากหลังสำคัญในการเจรจาของ สี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) นี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว แก่นแท้ของการพูดคุยจะมุ่งเน้นไปที่วิธีการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอันตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนเองเป็นหลัก 

แหล่งข่าวใกล้ชิดของจีนเปิดเผยว่า

“รัฐบาลจีนประเมินอย่างรอบคอบว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้จีนมีอำนาจต่อรองและได้เปรียบสหรัฐฯ มากขึ้นบนโต๊ะเจรจาในที่ประชุมสุดยอดระหว่าง สี จิ้นผิง และทรัมป์ ในครั้งนี้”  

ดูเหมือนว่าในสมการนี้...สี จิ้นผิง กำลังกุมความได้เปรียบ 

(Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / AFP)
(Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / AFP)

ในศึกการทูตครั้งนี้ จีนกุมความได้เปรียบอย่างมากจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์ประเมินว่า “สี จิ้นผิง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนยอมอ่อนข้อให้แก่ทรัมป์ เนื่องจากฝั่งผู้นำสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะหลังพิงฝาจากสงครามอันแสนแพงที่กระทบต่อเงินในกระเป๋าของชาวอเมริกัน และกำลังฉุดรั้งคะแนนนิยมของเขาอย่างรุนแรงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง” 

อาลี ไวน์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายสหรัฐฯ-จีน จากสถาบันวิจัยวิกฤตการณ์สากล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Independent ว่า “ทรัมป์พยายามลดความสำคัญเรื่องที่จีนคอยหนุนหลังอิหร่านมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งตัวทรัมป์และ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็ยังไม่มีท่าทีว่ากำลังเตรียมการ หรือคิดที่จะคว่ำบาตรธนาคารรายใหญ่ของจีนแต่อย่างใด”  

“ในทางตรงกันข้าม ทั้งจีนและสหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปที่การบรรลุข้อตกลงร่วมกันในระดับปานกลาง เพื่อแสดงให้โลกและตลาดการเงินเห็นว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างต้องการที่จะรักษาข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ตอนที่สงครามภาษีขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อปีที่แล้ว” 

“อย่างไรก็ตาม ฉากหลังของการเจรจาครั้งนี้จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ : 

  • ประการแรก มันจะแสดงให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง จีนที่เป็นมหาอำนาจยุคใหม่ซึ่งกำลังเร่งสร้างอิทธิพลทางการทูต กับสหรัฐฯที่เป็นมหาอำนาจเดิม แต่กำลังบ่อนทำลายกลุ่มพันธมิตรและหุ้นส่วนที่ร่วมมือกันมาอย่างยาวนานของตนเอง 
  • ประการที่สอง มันจะตอกย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดุลอำนาจระหว่างสองประเทศ เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2016 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ สี จิ้นผิง เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน โดยในครั้งนี้ เขาจะกลับมาในฐานะผู้นำประเทศที่แม้แต่ทรัมป์ยังต้องยอมรับว่า ‘เป็นมหาอำนาจที่มีศักยภาพทัดเทียมกันแล้ว’” อาลี ไวน์ กล่าว 

ทรัมป์ยังคงติดหล่มอยู่กับสงครามอิหร่าน 

(Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / AFP)
(Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / AFP)

รัฐบาลทรัมป์มองว่า

สี จิ้นผิง คือ คนเดียวที่มีอำนาจและอิทธิพลมากพอในการกดดันให้อิหร่านยอมยุติสงคราม ซึ่งสงครามนี้เองที่ฉุดรั้งคะแนนนิยมของทรัมป์ให้ดิ่งลงต่ำที่สุดในชีวิตการเมืองของเขา แต่ที่ผ่านมา สี จิ้นผิง กลับแสดงท่าทีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จะยอมช่วยทำตามความต้องการของสหรัฐฯ 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า “รัฐบาลจีนใช้เครือข่ายลับมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและขายสินค้าให้อิหร่าน” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีน ‘ปฏิเสธ’ ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นหรือได้รับรายงานเกี่ยวกับแผนการดังกล่าว 

แซม กูดแมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านนโยบายจากสถาบันวิจัยความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์จีน (CSRI) กล่าวว่า “ในขณะนี้ดูเหมือนว่าฝั่งจีนจะเป็นฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด และเห็นได้ชัดเจนเช่นกันว่าสหรัฐฯ มีความลังเลเป็นอย่างยิ่งที่จะดำเนินมาตรการใด ๆ ต่อจีนในประเด็นที่เกี่ยวกับอิหร่าน เพราะเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลจีน” 

“นี่คือหลักฐานที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ทรัมป์มีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะรักษาความสัมพันธ์กับ สี จิ้นผิง ให้มั่นคงและราบรื่น ในระหว่างที่เขาต้องทุ่มเทสรรพกำลังและสมาธิไปกับการจัดการปัญหาในพื้นที่อื่น ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ก็ถือเป็นข้อตกลงที่เข้าทางและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้นำจีนด้วยเช่นกัน”

— นักวิเคราะห์ ระบุ   

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เป็นเดิมพันในการเจรจาครั้งนี้ รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับจีน แม้ว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้มองเช่นนั้นก็ตาม ตลอดจนความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลจีนกับญี่ปุ่น มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ของจีน และการที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนกำลังดึงเอาขีดความสามารถขั้นสูงไปจากระบบ AI รุ่นล่าสุดของสหรัฐฯ 

การเจรจาระหว่างทรัมป์กับ สี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) นี้ เกิดขึ้นท่ามกลางคำเตือนจาก เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่า “สหรัฐฯ เตรียมประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่กับทุกประเทศที่ยังคงทำธุรกิจกับอิหร่าน” แม้คำขู่ดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อจีนออกมาตรง ๆ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า เป้าหมายหลักคือ รัฐบาลจีน ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและเป็นผู้รับซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน 

ปัจจุบัน จีนเป็นผู้รับซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านมากถึงกว่า 80% ของยอดส่งออกทั้งหมด โดยมักจะผ่านช่องทางอ้อมเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจากสถิติล่าสุดในเดือนมีนาคมปีนี้ จีนนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านสูงถึงราว 1.47 ล้านบาร์เรลต่อวัน 

ทั้งนี้ หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ยังได้ออกมาตอกกลับคำขู่ของเบสเซนต์ โดยยืนยันอย่างเด็ดขาดว่า“ความร่วมมือระหว่างจีนกับอิหร่าน ‘จะต้องไม่ถูกขัดขวางหรือถูกทำลาย’” 

เอ็ดการ์ด คาแกน ที่ปรึกษาอาวุโสและประธานโครงการจีนศึกษาประจำศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) ได้อธิบายถึงจุดยืนของจีนที่มีต่ออิหร่านว่า “เป็นเพียงการตอบสนองเพื่อยื้อเวลา รัฐบาลจีนจะพยายามทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ตรง ๆ” 

“ที่ผ่านมา จีนค่อนข้างระมัดระวังที่จะไม่ข้ามเส้นตายที่ชัดเจนของสหรัฐฯ แต่จีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ที่สหรัฐฯ คาดหวังเลยแม้แต่น้อย” คาแกนกล่าวกับสำนักข่าว AP เมื่อเดือนที่แล้ว โดยอ้างถึงกรณีการลักลอบขนถ่ายน้ำมันระหว่างเรือต่อเรือในทะเล ซึ่งเป็นวิธีการอำพรางแหล่งที่มาของน้ำมันดิบจากอิหร่านเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ 

“ผมคิดว่าคำถามที่แท้จริงก็คือ สหรัฐฯ จะมีช่องว่างมากพอไหมในการกดดันให้จีนยอมลดการกระทำเหล่านั้นลง และร่วมมือบีบรัฐบาลอิหร่านมากขึ้น โดยที่ต้องระวังไม่ให้อีกฝ่ายมองว่า ‘ข้อเรียกร้องนี้ไร้เหตุผลสิ้นดี และเราจะไม่ยอมทำตามเด็ดขาด’”

— คาแกน กล่าว  

อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงดำรงตำแหน่งวาระแรกในปี 2017 ทรัมป์เคยเดินทางเยือนจีนและได้รับการปูพรมแดงต้อนรับจาก สี จิ้นผิง อย่างสมเกียรติ และล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2026 นี้เอง เขาก็ได้เดินทางไปเปิดโต๊ะเจรจากับผู้นำจีนที่กรุงปักกิ่งอีกครั้ง 

ในทางกลับกัน การเดินทางเยือนทำเนียบขาวในสัปดาห์นี้ของ สี จิ้นผิง ถือเป็นการกลับมาเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของเขาในรอบกว่า 1 ทศวรรษ นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2015 ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา  

(Photo by Evan Vucci / POOL / AFP)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์