กางโมเดล ‘ระบบป้องกันน้ำท่วม’ ของนิวออร์ลีนส์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอาชนะชะตากรรม ‘เมืองแอ่งกระทะ’ เหมือนกรุงเทพฯ

1 ต.ค. 2569 - 17:32

  • ‘นิวออร์ลีนส์’ เมืองในรัฐลุยเซียนา ของสหรัฐฯ ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตน้ำท่วมบ่อยครั้ง เพราะมีทำเลที่ตั้งเป็น ‘แอ่งกระทะ’ เหมือนกับกรุงเทพฯ

  • เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของนิวออร์ลีนส์ตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล บางจุดต่ำกว่าถึง 3 เมตร ทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจะไหลมารวมตรงกลางและไม่สามารถระบายออกเองได้ตามธรรมชาติ

  • จากจุดอ่อนทางภูมิศาสตร์นี้เอง ทำให้นิวออร์ลีนส์ต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลถึง 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.86 แสนล้านบาท) เพื่อสร้าง ‘ระบบป้องกันน้ำท่วม’ ที่แข็งแกร่งที่สุดระบบหนึ่งของโลกขึ้นมาสู้กับธรรมชาติ

กางโมเดล ‘ระบบป้องกันน้ำท่วม’ ของนิวออร์ลีนส์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอาชนะชะตากรรม ‘เมืองแอ่งกระทะ’ เหมือนกรุงเทพฯ

หากพูดถึงเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตน้ำท่วมเพราะมีทำเลที่ตั้งเป็น ‘แอ่งกระทะ’ เหมือนกับกรุงเทพฯ ชื่อของ ‘นิวออร์ลีนส์’ เมืองในรัฐลุยเซียนา ของสหรัฐฯ จะต้องเป็นหนึ่งในเมืองที่ถูกยกขึ้นมาเปรียบเทียบเสมอ 

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของนิวออร์ลีนส์ตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล บางจุดต่ำกว่าถึง 3 เมตร แถมยังมีสภาพเป็นแอ่งกะทะที่ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำมิสซิสซิปปีและทะเลสาบขนาดใหญ่ ทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนัก หรือพายุซัดฝั่ง น้ำจะไหลมารวมตรงกลางและไม่สามารถระบายออกเองได้ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมักเจอปัญหาน้ำท่วมขังขยับไปไหนไม่ได้เมื่อเจอปรากฏการณ์ ‘เรนบอมบ์’ (Rain Bomb)   

จากจุดอ่อนทางภูมิศาสตร์นี้เอง ทำให้นิวออร์ลีนส์ต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลถึง 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.86 แสนล้านบาท) เพื่อสร้าง ‘ระบบป้องกันน้ำท่วม’ ที่แข็งแกร่งที่สุดระบบหนึ่งของโลกขึ้นมาสู้กับธรรมชาติ 

‘ระบบกำแพงป้องกันน้ำท่วมยักษ์’ ด่านหน้าบล็อกพายุของนิวออร์ลีนส์ 

เป็นเวลากว่า 21 ปีหลังจากมวลน้ำจากพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมเมืองนิวออร์ลีนส์เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2005 ซึ่งในวันนั้น พายุได้สร้างความเสียหายอย่างหนัก จนระบบคันกั้นน้ำเดิมที่มีอยู่พังทลายลงกว่า 50 จุด ส่งผลให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ถึง 80% ของตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ภายในเวลาไม่กี่วัน 

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณยกเครื่องสร้าง ‘ระบบกำแพงป้องกันน้ำท่วมยักษ์’ (HSDRRS) มูลค่ากว่า 4.86 แสนล้านบาทขึ้นมาใหม่ ซึ่งใช้เวลาสร้างนานเกือบ 7 ปี และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2012 

(Photo by Wikipedia / US Army Corps of Engineers (USACE))
(Photo by Wikipedia / US Army Corps of Engineers (USACE))

โครงข่ายระบบกำแพงนี้ประกอบด้วยคันกั้นน้ำ กำแพงกันน้ำ ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ เชื่อมต่อกันเป็นแนวยาวกว่า 133 ไมล์ (ประมาณ 214 กิโลเมตร) โอบล้อมรอบเมือง ซึ่งถือเป็นมหาโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่และกว้างใหญ่ไพศาลมาก จนแทบไม่สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ในคราวเดียว ยกเว้นแต่จะมองลงมาจากอวกาศเท่านั้น 

แต่ถ้ามองดูทีละจุด ก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ของโครงสร้างแต่ละส่วนได้อย่างชัดเจน เช่น สถานีประตูกั้นน้ำเซบรูค (Seabrook Floodgate) หนึ่งในประตูกั้นน้ำขนาดยักษ์ของโครงการนี้ ตัวสถานีมีหอคอยสูงเท่าตึก 5 ชั้น (ประมาณ 16.5 เมตร) ซึ่งในตอนที่สร้างเสร็จนั้นใช้เวลาเร่งก่อสร้างเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น 

เมื่อมองลงมาจากยอดหอคอย จะเห็นกำแพงกั้นน้ำมูลค่ากว่า 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,500 ล้านบาท) ทอดตัวยาวตัดขวางคลองขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งคลองนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบ แม่น้ำมิสซิสซิปปี และอ่าวทะเลเข้าด้วยกัน 

‘สถานีประตูกั้นน้ำเซบรูค’ หรือประตูกั้นน้ำขนาดยักษ์ทำงานยังไง... 

กลไกหลักของสถานีแห่งนี้ประกอบด้วย ‘ประตูระบายน้ำแบบยก’ (Lift Gates) จำนวน 2 บาน ที่มีความกว้างบานละ 50 ฟุต (ประมาณ 15 เมตร) สามารถเลื่อนหย่อนลงมาบล็อกมวลน้ำจากทะเลสาบได้ทันที ร่วมกับประตูเรือผ่าน (Navigation Gate) ขนาดยักษ์กว้าง 29 เมตร ซึ่งใช้บานประตูทรงโค้งน้ำหนักที่หนักถึงข้างละ 220 ตัน สามารถเหวี่ยงปิดเข้าหากันได้อย่างนุ่มนวลแต่ทรงพลัง ขณะที่ในเวลาปกติ ประตูเหล่านี้จะเปิดทิ้งไว้เพื่อให้เรือสินค้าแล่นผ่านไปมาได้อย่างสะดวก 

แต่เมื่อใดก็ตามที่พายุเริ่มก่อตัว ประตูทั้งหมดจะถูกสั่งปิดล็อกแน่นหนาทันที เพื่อตัดขาดทางน้ำสายนี้ไม่ให้คลื่นพายุหนุน (Storm Surge) ไหลทะลักผ่านคลองเข้าไปทำลายล้างพื้นที่ชุมชนชั้นใน เหมือนที่ย่านโลเวอร์ ไนน์ธ วอร์ด เคยถูกพายุแคทรีนาถล่มจนพังพินาศในอดีต 

ทว่าความยิ่งใหญ่ของประตูน้ำเซบรูคที่ว่ามานี้ ยังถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับ ‘กำแพงกั้นน้ำยักษ์’ (Great Wall) ความยาวกว่า 3.2 กิโลเมตร ที่คอยบล็อกน้ำทะเลทางทิศตะวันออก หรือเมื่อเทียบกับ ‘สถานีสูบน้ำฝั่งตะวันตก’ (West Closure Complex) มูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

เมื่อฤดูกาลพายุเฮอร์ริเคนเวียนกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าพายุลูกไหนจะบุกเข้ามาในอนาคต พวกมันจะต้องเจอกับ ‘วงแหวนแนวป้องกัน’ ขนาดยักษ์รอบเมืองนิวออร์ลีนส์ที่ถูกยกเครื่องใหม่จนแข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างมหาศาล 

คำถามคือ...แนวป้องกันมูลค่าครึ่งแสนล้านนี้จะเอาชนะธรรมชาติได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่? 

   (Photo by SLFPA-West)
(Photo by SLFPA-West)

เมื่อครั้งที่พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาพัดถล่มนิวออร์ลีนส์ในปี 2005 ระบบป้องกันน้ำท่วมของเมืองนี้ได้กลายเป็นภาพจำของความหละหลวมและไร้การวางแผน เพราะระบบกำแพงและคันกั้นน้ำที่สร้างสะสมมานานกว่า 40 ปีนั้น ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำในวันที่พายุมาถึง 

แม้แต่กองทัพบกสหรัฐฯ เองยังยอมรับในตอนนั้นว่ามันเป็น ‘ระบบที่มีแค่ชื่อ แต่ใช้งานจริงไม่ได้’ ผลลัพธ์ก็คือ กำแพงกันน้ำพังทลายเป็นหน้ากลอง ส่วนคันกั้นน้ำดินที่สร้างขึ้นหยาบๆ จากดินปนทรายก็ละลายหายไปกับกระแสน้ำทันที  

แต่ระบบที่ถูกเนรมิตขึ้นมาใหม่หลังจากนั้นกลับฉายภาพที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะมันคือ ‘อภิมหาโครงการวิศวกรรมโยธา’ ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและถาวรในทุกมิติ ชนิดที่ไม่มีเมืองไหนในสหรัฐฯ เทียบได้ 

“นี่คือระบบป้องกันน้ำท่วมที่ดีที่สุดเท่าที่เมืองนี้เคยมีมา”

— พันเอกเอ็ดเวิร์ด อาร์. เฟลมมิ่ง อดีตผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ประจำพื้นที่นิวออร์ลีนส์ กล่าวในขณะนั้น

แต่ทางฝั่ง ทิม ดูดี อดีตประธานคณะกรรมการดูแลคันกั้นน้ำ กลับมองต่างออกไป โดยเขาเตือนว่า “แม้โครงสร้างภายนอกจะดูแข็งแกร่งมาก แต่ขีดความสามารถในการป้องกันน้ำท่วมที่สภาคองเกรสอนุมัติให้สร้างนั้น ‘ยังต่ำเกินไปอย่างน่าเป็นห่วง’” 

เนื่องจากระบบนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมาตรฐาน ‘พายุศตวรรษ’ (100-year protection) ซึ่งหมายถึงมันจะสามารถบล็อกน้ำท่วมใหญ่ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 1% ในแต่ละปีเท่านั้น โดยเกณฑ์ 1% นี้ เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่หน่วยงานภัยพิบัติ (FEMA) ใช้กำหนดว่า ‘พื้นที่นั้นปลอดภัยพอที่ประชาชนจะขอกู้เงินจากธนาคารมาซื้อบ้านหรือทำธุรกิจได้’ โดยไม่ต้องถูกบังคับให้จ่ายเงินซื้อประกันภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม 

แต่ในความเป็นจริง นิวออร์ลีนส์เคยเจอพายุที่โหดร้ายกว่ามาตรฐานนั้นมาแล้วหลายครั้ง อย่างพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา ก็รุนแรงทุบสถิติในรอบ 400 ปี ยิ่งไปกว่านั้น แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ต่างชี้ว่า “ในอนาคตเมืองนี้จะต้องเจอกับศึกหนักกว่าเดิม ทั้งปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และจำนวนพายุที่จะบุกเข้ามาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ” 

ถึงอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ของกองทัพบกสหรัฐฯ ยืนยันว่า “ระบบกั้นน้ำชุดใหม่นี้ถูกออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและทนทานกว่าระบบเดิมในอดีตอย่างเทียบไม่ติด แม้ว่าพายุลูกใหญ่จะยังคงทำให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนหนทางอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของนิวออร์ลีนส์ที่พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลและเจอน้ำท่วมเป็นประจำเวลาฝนตกหนัก” 

“ภาพความพินาศในอดีตอย่างตอนพายุแคทรีนา ที่กำแพงกั้นน้ำพังทลายเป็นแถบๆ หรือคันกั้นน้ำดินละลายหายไปจนมวลน้ำมหาศาลระเบิดทะลักเข้าถล่มเมือง จะไม่มีทางเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีกแน่นอน”

— เจ้าหน้าที่ของกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวย้ำ 

นอกจากนี้ ระบบปั๊มน้ำเวอร์ชันใหม่ที่ทนทานต่อพายุยังช่วยระบายน้ำท่วมออกจากเมืองได้อย่างรวดเร็ว โดยพันเอกเฟลมมิ่ง ยืนยันว่า “จากการเสริมเกราะป้องกันอย่างแน่นหนาในทุกจุด ระบบนี้จะมีความทนทานและรับมือได้ดีเยี่ยม แม้ต้องเผชิญกับพายุใหญ่ในรอบ 500 ปีก็ตาม” 

แต่สุดท้ายแล้ว นิวออร์ลีนส์อาจ ‘จมอยู่ใต้น้ำ’ภายในปี 2100 ด้วยสภาพเมืองที่เป็น ‘แอ่งกะทะ’ (?)

ผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่น่าตกใจระบุว่า “เมืองนิวออร์ลีนส์ได้มาถึง ‘จุดที่ไม่อาจหวนคืนแล้ว’ และรัฐบาลควรเริ่มอพยพประชาชนออกจากเมืองในทันที เพราะวิกฤตโลกร้อนจะทำให้เมืองนี้ถูกทะเลล้อมรอบจนมีสภาพกลายเป็นเกาะภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้า”   

“ปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ร่วมกับการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง จะกลืนกินพื้นที่ของเมืองจนจมหายไปในอีกไม่กี่ชั่วอายุคน และมีความเป็นไปได้สูงมากที่เมืองนิวออร์ลีนส์ทั้งหมดจะถูก ‘อ่าวเม็กซิโก’ ล้อมรอบจนสมบูรณ์ก่อนปี 2100”

— รายงานเตือน 

พื้นที่ลุ่มต่ำทางตอนใต้ของรัฐลุยเซียนากำลังเจอมรสุมภัยคุกคามรอบด้าน ทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากวิกฤตโลกร้อน พายุเฮอร์ริเคนที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงขึ้น รวมถึงแผ่นดินชายฝั่งที่กำลังทรุดตัวลงเรื่อยๆ จากการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ  

“น้ำทะเลอาจหนุนสูงขึ้นถึง 3-7 เมตร จนกลืนกินผืนดินชายฝั่งไปถึง 3 ใน 4 ส่งผลให้เส้นชายฝั่งขยับรุกคืบเข้ามาในแผ่นดินลึกถึง 100 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้เมืองใหญ่อย่างนิวออร์ลีนส์และเมืองแบตันรูจถูกตัดขาดและจมอยู่กลางทะเล”

— งานวิจัยระบุ   

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้พื้นที่แถบนี้กลายเป็น ‘ชายฝั่งที่เสี่ยงอันตรายและเปราะบางที่สุดในโลก’ และรัฐบาลต้องเร่งลงมือเตรียมแผนอพยพประชาชนราว 360,000 คน ออกจากเมืองนิวออร์ลีนส์ไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างเป็นระบบในทันที 

แม้รัฐบาลจะยอมทุ่มเงินมหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างแนวป้องกันขนาดยักษ์ ทั้งคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ และระบบปั๊มน้ำหลังเผชิญภัยพิบัติพายุแคทรีนาเมื่อปี 2005 แต่งานวิจัยชิ้นใหม่เตือนว่า “ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้กำแพงยักษ์เหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันก็แบกรับค่าบำรุงรักษามหาศาลอยู่แล้ว ไม่สามารถช่วยเซฟเมืองนี้เอาไว้ได้อีกต่อไปในระยะยาว” 

เจสซี คีนัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและหนึ่งในทีมผู้เขียนงานวิจัย กล่าวเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าดูจากประวัติศาสตร์โลกและสถิติภูมิอากาศ เมืองนิวออร์ลีนส์นั้นจบสิ้นแล้ว โจทย์สำคัญในตอนนี้จึงเหลือแค่ว่า เราจะยื้อเวลาเมืองนี้ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน กรอบเวลาที่เหลืออยู่ในการวางแผนอพยพผู้คนออกจากเมืองนั้นอาจจะยังไม่นิ่ง แต่มันน่าจะเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น ไม่ใช่ระดับเป็นร้อยปีอีกต่อไปแล้ว”  

“ต่อให้เราจะหยุดยั้งวิกฤตโลกร้อนได้ตั้งแต่วันนี้ แต่วันล่มสลายของนิวออร์ลีนส์ก็ถูกนับถอยหลังไว้แล้ว เพราะในท้ายที่สุด เมืองนี้จะถูกน้ำทะเลล้อมรอบจนมีสภาพเหมือนเกาะ และในทางกายภาพ เราไม่มีทางรักษา ‘เมืองที่เป็นแอ่งกระทะและอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล’ ให้รอดพ้นจากการจมน้ำได้ตลอดไป ต่อให้รัฐบาลจะมีเงินล้นฟ้ามากแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้”

— คีนัน กล่าว 

(Photo by David Grunfeld / NOLA.com) 

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์