จากเหตุกราดยิงในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงหลังมานี้มักมีจุดร่วมที่น่าตกใจตรงที่ผู้ก่อเหตุจำนวนไม่น้อยเป็นเพียงเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งในอดีต ภาพจำของโศกนาฏกรรมเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและจำกัดอยู่แค่ในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ เท่านั้น
แต่ในปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวได้ขยายวงกว้างและกลายเป็นภัยคุกคามระดับสากลที่ไม่มีประเทศใดปฏิเสธได้ รวมถึงประเทศไทยด้วย
SPACEBAR พาย้อนดูคดีกราดยิงโรงเรียนสะเทือนขวัญในต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี...
-สหรัฐฯ-
- คดีกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ / 20 เมษายน 1999
โศกนาฏกรรมกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์เริ่มต้นขึ้นในช่วงสายของวันที่ 20 เมษายน 1999 เมื่อ เอริก แฮร์ริส วัย 18 ปี และดีแลน เคลโบลด์ วัย 17 ปี ได้แอบนำระเบิดถังแก๊สโพรเพนแสวงเครื่องเข้าไปวางไว้ในโรงอาหาร
ตามแผนเดิม พวกเขาตั้งใจให้เป็นการก่อการร้ายครั้งใหญ่เพื่อสังหารเพื่อนนักเรียนและครูนับร้อยคน แต่ระบบจุดชนวนระเบิดเกิดขัดข้องและไม่ทำงานตามแผน พวกเขาจึงเปลี่ยนแผนทันทีด้วยการคว้าอาวุธปืนลูกซอง ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ และปืนพกที่ตระเตรียมมา บุกเข้าไปกราดยิงใส่กลุ่มนักเรียนที่อยู่บริเวณลานนอกอาคารและโรงอาหาร ก่อนจะเข้าไปในห้องสมุดซึ่งกลายเป็นจุดที่เกิดความสูญเสียรุนแรงที่สุด
การลงมือก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมดำเนินไปเป็นเวลานานราว 49 นาที ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิต 12 ราย และครูอีก 1 ราย รวมเป็น 13 ราย พร้อมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งจากกระสุนปืนและสะเก็ดระเบิดทำเองอีก 24 ราย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุทั้งสองคนจะตัดสินใจยิงตัวเองเสียชีวิตในห้องสมุดเพื่อหนีความผิดก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะบุกเข้ามาจับกุม
เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วโลก แต่ยังกลายเป็นคดีต้นแบบที่ทรงอิทธิพลต่ออาชญากรรมในยุคหลัง จนเกิดเป็น ‘ปรากฏการณ์โคลัมไบน์’ (The Columbine Effect) ที่เยาวชนผู้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือถูกกลั่นแกล้งในหลายประเทศ นำพฤติกรรม วิธีการ และการแต่งกายของแฮร์ริสและเคลโบลด์ไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการก่อเหตุเลียนแบบจนถึงปัจจุบัน
-เยอรมนี-
- คดีกราดยิงโรงเรียนมัธยมอัลเบิร์ตวิลล์-รีลชูเลอ เมืองวินเนนเดน / 11 มีนาคม 2009
โศกนาฏกรรมกราดยิงที่เมืองวินเนนเดนเริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 11 มีนาคม 2009 เมื่อ ทิม เครตช์เมอร์ อดีตนักเรียนวัย 17 ปี ได้แอบขโมยปืนพกกึ่งอัตโนมัติพร้อมกระสุนจำนวนมากมาจากห้องนอนของพ่อ แล้วบุกเข้าไปในอาคารเรียนของโรงเรียนมัธยมอัลเบิร์ตวิลล์-รีลชูเลอ
ทิมก็เปิดฉากยิงใส่กลุ่มนักเรียนอย่างรวดเร็ว โดยจงใจเล็งที่ศีรษะของเหยื่อจนส่งผลให้นักเรียน 9 ราย และครูฝึกสอนอีก 3 รายเสียชีวิตทันทีภายในเวลาไม่กี่นาที หลังจากนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มปิดล้อมพื้นที่ ทิมได้วิ่งหนีออกจากอาคารเรียนและสังหารพนักงานของโรงพยาบาลใกล้เคียงเพิ่มอีก 1 ราย ก่อนจะทำการจี้รถยนต์พร้อมจับคนขับเป็นตัวประกันเพื่อใช้หลบหนีออกนอกเมืองไปไกลกว่า 40 กิโลเมตร
เหตุการณ์ลุกลามบานปลายจนถึงขั้นวิกฤตเมื่อรถยนต์ที่ทิมจี้มาเกิดเสียหลัก เขาจึงวิ่งหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในโชว์รูมรถยนต์ที่เมืองเวนเดลินเกน พร้อมทั้งลั่นไกสังหารพนักงานขายและลูกค้าเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย
ทันทีที่กองกำลังตำรวจตามมาทัน จึงเกิดการยิงปะทะกลางเมืองกันอย่างดุเดือด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 นาย ขณะที่ทิมถูกเจ้าหน้าที่ยิงสกัดเข้าที่ขาจนหมดทางหนี เขาจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงศีรษะตัวเองเพื่อหนีความผิด ปิดฉากการไล่ล่าที่ยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง
ความสูญเสียในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทิ้งความโศกเศร้าไว้ให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตรวม 15 ราย แต่ยังส่งผลให้ศาลเยอรมนีสั่งจำคุกผู้เป็นพ่อฐานประมาทเลินเล่อในการจัดเก็บอาวุธปืน และนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายควบคุมปืนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนี
-เซอร์เบีย-
- คดีกราดยิงโรงเรียนวลาดีสลาฟ ริบนีการ์ / 3 พฤษภาคม 2023
เหตุวินาศกรรมกลางเมืองหลวงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2023 ที่โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นวลาดีสลาฟ ริบนีการ์ ในกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย หลัง คอสตา เคตส์มาโนวิช เด็กวัย 13 ปี แอบปลดล็อกรหัสตู้เซฟเพื่อขโมยปืนพกขนาด 9 มม. จำนวน 2 กระบอกพร้อมกระสุนปืนและระเบิดขวดของพ่อ
จากนั้นคอสตาก็บุกเข้ามาเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและนักเรียนหญิงที่ทำหน้าที่เวรหน้าประตูโรงเรียนจนเสียชีวิตเป็นจุดแรก ก่อนจะเดินไปห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์แล้วกระหน่ำยิงใส่ครูและเพื่อนนักเรียนอย่างไร้ความปราณี
โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมถึง 10 ราย (เป็นนักเรียน 9 ราย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 1 ราย) บาดเจ็บอีก 6 ราย
หลังจากก่อเหตุเสร็จสิ้น คอสตาได้เดินออกไปที่สนามโรงเรียน ปลดแม็กกาซีนปืนทิ้ง และโทรศัพท์แจ้งตำรวจด้วยตัวเองเพื่อมอบตัว ทั้งนี้ทางเซอร์เบียมีกฎหมายคุ้มครองเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ทำให้ตัวเด็กไม่ต้องรับโทษทางอาญาและถูกส่งตัวเข้าสถาบันจิตเวชแทน
ทว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้น นำไปสู่การตัดสินจำคุกผู้เป็นพ่อเป็นเวลา 14 ปีครึ่ง และส่วนแม่ผู้ก่อเหตุถูกศาลสั่งจำคุกเกือบ 3 ปีในเวลาต่อมา ฐานปล่อยปละละเลยและมีความผิดต่อความปลอดภัยสาธารณะอย่างร้ายแรง
-ฟินแลนด์-
- คดีกราดยิงโรงเรียนเวียร์ตอลา / 2 เมษายน 2024
โศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญที่ประเทศฟินแลนด์เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 2 เมษายน 2024 ที่โรงเรียนเวียร์ตอลา ในเมืองวันตา ทางตอนเหนือของกรุงเฮลซิงกิ เมื่อเด็กนักเรียนชายอายุเพียง 12 ปี พกพาอาวุธปืนพกลูกโม่ขนาด .22 ซึ่งเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของปู่
เด็กชายผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปยิงใส่เพื่อนร่วมชั้นเรียนภายในห้องเรียนอย่างไม่มีใครคาดคิด ส่งผลให้เพื่อนนักเรียนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที 1 ราย และได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะวิ่งหลบหนีออกจากโรงเรียนไปตามท้องถนน และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับกุมตัวได้ในพื้นที่ชานเมือง
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าแรงจูงใจหลักมาจากการถูกกลั่นแกล้งภายในโรงเรียนอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องรับโทษทางอาญาตามกฎหมายฟินแลนด์ เขาจึงไม่ถูกคุมขังในเรือนจำแต่ถูกส่งตัวไปอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานบริการสังคมแทน
ขณะที่ปู่ของเขาถูกดำเนินคดีในข้อหา ‘ประมาทเลินเล่อที่ไม่เก็บรักษาอาวุธปืนให้ปลอดภัย’ คดีนี้สร้างความโศกเศร้าและจุดชนวนให้สังคมฟินแลนด์กลับมาตื่นตัวเรื่องปัญหาการบูลลี่ในสถานศึกษาและระบบการคัดกรองสุขภาพจิตเด็กอย่างจริงจังอีกครั้ง
-ตุรกี-
- คดีกราดยิงโรงเรียนมัธยมในจังหวัดคาฮรามันมารัช / 15 เมษายน 2026
โศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศตุรกีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2026 ที่โรงเรียนมัธยมไอเซอร์ ชาลิก ในเขตโอนิกิชูบัต จังหวัดคาฮรามันมารัช ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อ อีซา อารัส เมอร์ซินลี นักเรียนชั้น ม.2 ในวัยุเพียง 14 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้แอบขโมยปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. ของผู้เป็นพ่อมาถึง 5 กระบอกพร้อมแม็กกาซีนสำรอง
จากนั้นอีซาจึงบุกเข้าไปกราดยิงใส่ครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียนในห้องเรียนอย่างเหี้ยมโหด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันทีถึง 12 ราย (เป็นเพื่อนนักเรียนอายุ 11 ปี จำนวน 11 คน และครูหญิงอีก 1 คน) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บระเบิดกระเจิงจากการถูกยิงและกระโดดหนีลงมาจากหน้าต่างอาคารเรียนอีก 13 ราย
ระหว่างที่อีซาพยายามจะวิ่งหลบหนีออกจากโรงเรียน เขาถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและบุคลากรในโรงเรียนเข้าปะทะ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอาวุธมีด และเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากการเสียเลือดรุนแรง
ขณะที่ทางการตุรกีได้ดำเนินคดีกับพ่อแม่ของอีซาน โดยพ่อของเขาเผชิญข้อหา ‘ฆ่าผู้อื่นจากการเก็บอาวุธปืนไม่ปลอดภัย’ ส่วนแม่ถูกฟ้องข้อหา ‘ประมาทเลินเล่อจากการละเลยคำเตือนให้พาลูกไปพบแพทย์’
เหตุวินาศกรรมนี้ถือเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่นองเลือดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของตุรกี ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นเพียงแค่หนึ่งวันหลังจากเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมอีกแห่งในจังหวัดชานลึอูร์ฟา ส่งผลให้ทางการตุรกีประกาศปิดโรงเรียนทั่วจังหวัดชั่วคราว พร้อมทั้งสั่งแบนการเสนอข่าวเพื่อความปลอดภัย และเดินหน้ากวาดล้างจับกุมผู้โพสต์โซเชียลมีเดียที่ยกย่องความรุนแรงในครั้งนี้ไปมากกว่า 160 ราย
(Photo by CARLOS A. MORENO / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / GETTY IMAGES VIA AFP)





