จากเหตุการณ์กราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ (7 ส.ค.) ที่ผ่านมา จนมีเสียชีวิตแล้ว 8 ราย (รวมทั้งปู่-ย่าของผู้ก่อเหตุ) บาดเจ็บอีก 22 ราย ซึ่งในเวลาต่อมาพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นเด็กชายวัย 14 ปีที่ภายหลังได้ยิงตัวเองเสียชีวิตแล้ว
สังคมไทยกำลังกลับมาตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกครั้งถึงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนในประเทศนั้น เข้มงวดแล้วหรือยัง? กับประเด็นที่พักหลังๆ มานี้ ผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ใช้อาวุธปืนมักเป็นเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งพวกเขาจะไม่ต้องรับโทษแบบผู้ใหญ่ แต่จะถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจ หรือศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนแทน จนเกิดกระแสเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษเด็ก
อย่างไรก็ตาม ที่สหรัฐฯ ไม่ใช่อย่างนั้น...เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่ยังคงลงโทษเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วยการ ‘จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอลดหย่อนโทษ’ แม้ศาลฎีกาจะจำกัดให้ใช้เฉพาะกับคดีที่ ‘โหดร้ายเกินเยียวยา’ แต่ในคดีกราดยิงโรงเรียนส่วนใหญ่ ศาลมักตัดสินให้เยาวชนต้องติดคุกไปตลอดชีวิตโดยไม่มีโอกาสขอใบลดโทษหรือทำทัณฑ์บน (ขังลืมจนตายในคุก)
ระบบกฎหมายสหรัฐฯ จะมีข้อกำหนด ‘Juvenile Waiver’ ซึ่งระบุว่า “หากเยาวชน (อายุ 13-17 ปี) ก่อคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เช่น ฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือกราดยิง อัยการและผู้พิพากษาสามารถสั่ง ‘ถอดสถานะเยาวชน’ และส่งตัวไปดำเนินคดีแบบผู้ใหญ่ในศาลอาญาทั่วไปได้ทันที ทำให้เด็กเหล่านั้นต้องรับโทษหนักสูงสุดตามกฎหมายเหมือนผู้ใหญ่ทุกประการ”
แต่ก็มีคดีประวัติศาสตร์ที่พ่อแม่ถูกตัดสินจำคุกร่วมด้วยจากความประมาทเลินเล่อขั้นร้ายแรงของตัวเองที่ปล่อยให้เด็กหยิบปืนและกระสุนไปใช้ได้ง่ายๆ โดยลูกจะถูกส่งไปคุกเยาวชน (หรือคุกผู้ใหญ่ตามความแรงของคดี) ส่วนพ่อแม่ก็จะถูกส่งเข้าคุกผู้ใหญ่
SPACEBAR พาย้อนรอยคดีดังที่เยาวชนเป็นผู้ก่อเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญคนอเมริกันทั้งประเทศ...
-คดี โคลท์ เกรย์ : กราดยิงโรงเรียนมัธยมอาปาลาชี รัฐจอร์เจีย-

โศกนาฏกรรมในครั้งนั้นต้องย้อนกลับไปในวันที่ 4 กันยายน 2024 เมื่อ โคลท์ เกรย์ เด็กหนุ่มวัย 14 ปี พกอาวุธปืนไรเฟิลสไตล์ AR-15 ที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเป้สะพายหลังมาที่โรงเรียนมัธยมอาปาลาชี ในเมืองวินเดอร์ รัฐจอร์เจีย และเปิดฉากยิงอย่างไม่เลือกหน้าเข้าไปในห้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนจะยิงผู้คนอีกหลายคนในโถงทางเดิน
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ครู 2 ราย และนักเรียน 2 รายเสียชีวิต รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 9 ราย นับเป็นเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐ
ในวันเกิดเหตุ โคลท์ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจทันที และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาโดยตลอดนับตั้งแต่นั้น จนกระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา เขาได้ยอมรับสารภาพผิดในข้อหาทั้งหมด 55 ข้อหา ซึ่งรวมถึงข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา 4 กระทง เพื่อเลี่ยงการขึ้นศาลไต่สวนเต็มรูปแบบ
ตามกฎหมายของสหรัฐฯ ศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์คุ้มครองเยาวชนไว้ว่า “ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กจะไม่สามารถถูกลงโทษประหารชีวิตได้ และการสั่งจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน (หรือไม่มีโอกาสปล่อยตัวก่อนกำหนด) จะทำได้เฉพาะในคดีที่โหดเหี้ยมและร้ายแรงขั้นเด็ดขาดซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมากเท่านั้น”
ศาลสั่ง ‘จำคุตลอดชีวิต’...
ทว่าในคดีนี้ ผู้พิพากษา นิโคลัส พริมม์ เชื่อว่า “พฤติกรรมและการกระทำอันโหดร้ายของโคลท์ เข้าข่ายเป็นหนึ่งในกรณีข้อยกเว้นที่ร้ายแรงขั้นเด็ดขาดดังกล่าว ส่งผลให้ศาลสามารถตัดสินลงโทษให้เขาต้องติดคุกไปตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับการปล่อยตัว”
ขณะที่ โคลิน เกรย์ พ่อของเด็กหนุ่มรายนี้ถูกตัดสินว่า “มีความผิดในข้อหาฆาตกรรมและฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จากการซื้อปืนไรเฟิลให้ลูกชายเป็นของขวัญวันคริสต์มาสและปล่อยปืนทิ้งไว้ในบ้านโดยไม่มีการคุ้มกันอย่างปลอดภัย ทั้งที่มีคำแจ้งเตือนมาก่อนหน้านี้แล้วว่าโคลท์มีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น”
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้พิพากษาพริมม์ ได้สั่งตัดสินจำคุก โคลิน เป็นเวลา 15 ปีในเรือนจำรัฐ “มันชัดเจนว่าเขาล้มเหลวในการเป็นพ่อคน” ผู้พิพากษาพริมม์ กล่าว ขณะที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตบางส่วนรู้สึกผิดหวังและมองว่าบทลงโทษ 15 ปีนี้ยังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น
ส่วน มาร์ซี เกรย์ แม่ของโคลท์ ไม่ถูกดำเนินคดีอาญาจากเหตุการณ์กราดยิงดังกล่าว โดยอัยการเขต แบรด สมิธ ยืนยันในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า “รัฐบาลจะไม่ฟ้องร้องหรือดำเนินคดีอาญาใดๆ กับผู้เป็นแม่” เนื่องจาก :
- ไม่ได้เป็นผู้ดูแลหลักในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มาร์ซีไม่ได้เป็นผู้สิทธิ์ขาดในการดูแลโคลท์ และไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเป็นส่วนใหญ่
- ไม่ได้เป็นคนจัดหาอาวุธปืน เนื่องจากคนที่ซื้อปืนไรเฟิล AR-15 ให้โคลท์คือผู้เป็นพ่อ
- มาร์ซีพยายามโทรเตือนโรงเรียนแล้วก่อนเกิดเหตุประมาณ 30 นาที เพื่อให้เจ้าหน้าที่รีบไปตรวจสอบลูกชายของเธอหลังได้รับข้อความที่น่าสงสัย
‘ต้องการให้ตัวเองเป็นที่รู้จักในทางที่เสื่อมเสีย’ คือแรงจูงใจในการก่อเหตุ
แอชลีย์ กิลเลแลนด์ เจ้าหน้าที่สืบสวนประจำสำนักงานอัยการเขตบาร์โรว์ ได้เบิกความต่อศาลเมื่อวันอังคาร (28 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า “โคลท์ เกรย์ ลงมือกราดยิงในครั้งนี้เพื่อสร้างชื่อเสียง หรือต้องการให้ตัวเองเป็นที่รู้จักในทางที่เสื่อมเสีย”
“ผมอยากสร้างประวัติศาสตร์ ผมอยากให้ผู้คนจดจำความเจ็บปวดที่ผมได้ก่อเอาไว้ และใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับตัวผมเป็นชั่วโมงๆ” โคลท์เขียนข้อความระบายไว้บนแพลตฟอร์มแชตดิสคอร์ด (Discord) เป็นเวลากว่า 1 ปีก่อนจะก่อเหตุกราดยิง
บันทึกและคำให้การต่อตำรวจของโคลท์แสดงให้เห็นว่าเขาพยายามลอกเลียนแบบและอ้างอิงถึงมือปืนกราดยิงคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิโกลัส ครูซ มือปืนผู้ก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนพาร์คแลนด์เมื่อปี 2018
ไม่กี่วันก่อนลงมือ โคลท์ได้เขียนข้อความสารภาพว่าตนเองหลงรักและผูกพันกับครูซมาก จนเขารู้สึกว่า “ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะพิสูจน์ความรักนี้ได้อีกแล้ว นอกจากการออกไปกราดยิงคนตามรอยรุ่นพี่”
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนยังพบว่า “โคลท์แอบใส่รหัสลับ หรือข้อความซ่อนเร้น (Easter Eggs) เอาไว้ในสมุดโน้ตส่วนตัวรวมถึงในคำสารภาพของเขา เพื่อจงใจอ้างอิงถึงประวัติของมือปืนกราดยิงชื่อดังคนอื่นๆ อีกหลายคนด้วย”
หลังจากที่โคลท์ถูกจับเข้าคุก ตำรวจได้แอบบันทึกเสียงตอนที่เขาโทรศัพท์คุยกับแม่เอาไว้ ซึ่งในสาย โคลท์เอาแต่สั่งให้แม่ช่วยเข้าอินเทอร์เน็ตไปเสิร์ชดูว่า ‘ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักหรือยัง และมีใครพูดถึงเขาบ้าง’
ในคลิปเสียง โคลท์พูดอวดด้วยความดีใจว่า “ตอนนี้ผมก้าวขึ้นมาอยู่ระดับบิ๊กลีก หรือเป็นคนดังระดับแถวหน้าแล้วนะพี่ชาย และผมก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องแย่ด้วย” ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่มีความสำนึกผิดเลย แต่กลับภูมิใจที่ตัวเองมีชื่อเสียงจากการฆ่าคน
-คดี อีธาน ครัมบลีย์ : กราดยิงโรงเรียนมัธยมปลายในเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด รัฐมิชิแกน-

เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ย้อนกลับไปในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2021 เมื่อ อีธาน ครัมบลีย์ วัย 15 ปีใช้ปืนพกขนาด 9 มม. กราดยิงเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียนมัธยมปลายในเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด รัฐมิชิแกน จนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 7 ราย
ในเดือนธันวาคม 2023 ศาลปฏิเสธที่จะลดหย่อนโทษให้อีธานแม้จะเป็นเยาวชน โดยตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บน และบวกโทษเพิ่มอีก 24 ปี ในข้อหา “ฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและข้อหาก่อการร้าย” หลังพยานหลักฐานชี้ชัดว่าเขาวางแผนอย่างเลือดเย็น และอัดคลิปเสียงล่วงหน้าว่าการยิงคนเป็นเรื่องสนุก
แม้ว่ากฎหมายสหรัฐฯ จะคุ้มครองเยาวชนไม่ให้ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยอัตโนมัติ แต่เนื่องจากพฤติกรรมที่รุนแรงและการวางแผนล่วงหน้า ศาลจึงพิจารณาตัดสินโทษแบบผู้ใหญ่
ปัญหาสุขภาพจิตขั้นรุนแรง-ความโดดเดี่ยว-ความต้องการที่จะมีชื่อเสียงในทางที่ผิด เป็นสาเหตุหลักในการก่อเหตุครั้งนี้
อีธานเขียนระบายในสมุดบันทึกอย่างชัดเจนว่า เขากำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงมาก โดยเขามีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน เป็นโรคซึมเศร้า และวิตกกังวลขั้นรุนแรง รวมถึงรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ เลย โดยเขียนข้อความว่า “ไม่มีใครช่วยเรื่องปัญหาสุขภาพจิตผมเลย และมันเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องไปยิงโรงเรียน”
นอกจากนี้ เขายังเขียนตัดพ้อถึงพ่อแม่ว่า “ผมต้องการความช่วยเหลือ แต่พ่อแม่ไม่เคยรับฟังผมเลย ผมเลยไม่สามารถหาทางออกทางไหนได้”
นอกจากนี้ อีธานยังมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้โลกจดจำเขา เนื่องจากเขาหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาคดีกราดยิงในอดีต และบันทึกวิดีโอก่อนวันเกิดเหตุว่า “ผมชื่อ อีธาน ครัมบลีย์ และผมจะเป็นผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนคนต่อไป” ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการสร้างความหวาดกลัวและอยากให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ แม้ว่าจะในฐานะอาชญากรก็ตาม
ในบันทึกและคลิปวิดีโอยังสะท้อนให้เห็นว่า เขามีความโกรธแค้นต่อคนรอบข้างและสังคมเป็นอย่างมาก โดยเขาได้วางแผนที่จะเลือกเหยื่ออย่างเจาะจงและระบุข้อความอันโหดร้ายว่า “ผมอยากได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็ก ๆ ตอนที่ผมยิงพวกเขา”
ในคลิปที่ถ่ายไว้ก่อนวันเกิดเหตุ เขายังแสดงมุมมองที่บิดเบี้ยวด้วยการกล่าวอ้างว่า สิ่งที่เขาทำคือการ ‘สั่งสอนบทเรียน’ ให้กับนักเรียนคนอื่น ๆ ที่เขามองว่ากำลังถูกล้างสมอง และเขาต้องการทำลายชีวิตเหล่านั้นเพราะคิดเอาเองว่า ‘มันไร้คุณค่า’
พ่อแม่ถูกศาลสั่งจำคุกร่วมด้วย...

คดีนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่พ่อและแม่ของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนถูกดำเนินคดีและตัดสินว่า “มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาจากการกระทำของลูก”
เจนนิเฟอร์ และเจมส์ ครัมบลีย์ ถูกคณะผู้พิพากษาตัดสินแยกกันในช่วงต้นปี 2024 และศาลสั่งจำคุกคนละ 10-15 ปี เนื่องจากอัยการพิสูจน์ได้ว่าผู้ปกครองซื้อปืนพกขนาด 9 มม. ให้อีธานเป็นของขวัญคริสต์มาส และไม่มีการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย รวมถึงไม่ยอมเช็กกระเป๋านักเรียนของลูก อีกทั้งยังเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนร้ายแรงเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของลูกชาย
ในวันเกิดเหตุ โรงเรียนได้เรียกพบผู้ปกครองหลังจากพบภาพวาดลายเส้นของอีธานที่เป็นรูปปืนและคนถูกยิง พร้อมข้อความว่า “ความคิดพวกนี้ไม่ยอมหยุด ช่วยฉันด้วย” แต่พ่อแม่กลับปฏิเสธที่จะพาลูกกลับบ้านในวันนั้นจนกระทั่งเกิดเหตุสลดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
คดีของครอบครัวครัมบลีย์ได้กลายเป็นคดีตัวอย่างที่ส่งผลให้ในเวลาต่อมา ผู้ปกครองของเด็กที่ก่อเหตุกราดยิงในรัฐอื่นๆ เช่น คดีกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมอาปาลาชี ในรัฐจอร์เจียปี 2024 ถูกตั้งข้อหารุนแรงในลักษณะเดียวกัน





