ญี่ปุ่นเป็น 1 ในประเทศที่มีพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติมากที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการรับมือภัยพิบัติอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน จากสถิติ Hyogo Framework Disaster Risk Progress Score ที่จัดอันดับประเทศที่บริหารจัดการภัยพิบัติได้ดีที่สุดในโลกพบว่า ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยคะแนน 4.5 (เต็ม 5) ในช่วงปี 2005-2015 และยังเป็นประเทศในทวีปเอเชียประเทศเดียวที่ติดอันดับ Top 10
โดยเฉพาะระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า “J-Alert” ที่ช่วยให้ลดอัตราการสูญเสียชีวิตในญี่ปุ่นลงราว 97% เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษที่ 1950 และยังช่วยลดอัตราการสูญเสียทรัพย์สินกว่า 21% เมื่อเทียบกับช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1950
J-Alert ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2004 เป็นการประกาศเตือนภัยระดับประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง ต่อกรณีที่ภัยพิบัติมีพื้นที่กว้าง เป็นการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมการรับมือต่อสถานการณ์ที่จะมาถึง เช่น ถ้าเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ระบบจะแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนแรงสั่นสะเทือนลูกหลักจะมาถึงไม่กี่วินาที แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็พอให้คนหยุดรถ ยืนในที่ปลอดภัย หรือปิดแก๊สที่บ้านได้ทัน ในกรณีสึนามิ คำเตือนจะถูกส่งออกไปในเวลาเฉลี่ยไม่เกินสามนาทีหลังแผ่นดินไหว
หน่วยงานส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดูแลระบบ J-Alert จุดเด่นคือ การกระจายข้อมูลอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่มากดปุ่มอนุมัติ จึงช่วยประหยัดเวลาได้มาก
คำเตือนจาก J-Alert ไม่ได้ไปถึงแค่โทรศัพท์มือถือเท่านั้น ข้อความเตือนภัยจะถูกส่งไปที่ทีวี วิทยุ ลำโพงประกาศตามหมู่บ้าน รถประกาศเตือนภัย และแอปพลิเคชันเตือนภัยของรัฐ เหตุผลคือ ญี่ปุ่นต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะอยู่ในรถ ฟังวิทยุ หรือเดินอยู่ริมถนน ได้รับข้อมูลพร้อมกันโดยไม่มีใครตกหล่น

ส่วนอีกระบบหนึ่งคือ L- Alert ใช้ครั้งแรกในปี 2011 เป็นการแจ้งเตือนเหตุการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เฉพาะเจาะจงในท้องถิ่น เพื่อประกาศแนวทางการรับมือ รวมไปถึงพื้นที่อพยพ เป็นคำแนะนำแก่ประชาชนโดยละเอียด อาทิ ต้องอพยพโดยใช้เส้นทางไหน ศูนย์พักพิงชั่วครามตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง
หน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลระบบและจัดเตรียมข้อมูลในการแจ้งเตือน L- Alert เพื่อให้ท้องถิ่นทำงานได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะแต่ละพื้นที่มีปัจจัยที่แตกต่างกัน
ในภาวะภัยพิบัติเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การสื่อสาร และบ่อยครั้งที่เมื่อเกิดแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาติก็อาจทำให้สัญญาณโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ขัดข้อง ญี่ปุ่นจึงมีระบบไว-ไฟฉุกเฉินที่เรียกว่า “00000JAPAN” ซึ่งจะปรากฏขึ้นในจุดสำคัญๆ เช่น สถานีรถไฟ สนามบิน ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ หรือสถานที่ที่คนมักจะไปรวมตัวกันเยอะๆ เพื่อให้ผู้คนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อติดต่อกันหรือรับข่าวสารได้
สำหรับการเตือนภัยพายุหรือน้ำท่วมนั้น ญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่การตรวจจับ ด้วยการวัดปริมาณน้ำฝนโดยอาศัยระบบเก็บข้อมูลอุตุนิยมวิทยาอัตโนมัติ (AMeDAS) เป็นหลัก ซึ่งเป็นเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศที่บริหารจัดการโดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA)
สถานีตรวจวัดปริมาณฝนจะกระจายกว่า 1,300 จุดทั่วประเทศ แต่ละสถานีห่างกันราว 17 กิโลเมตร ทั้งหมดเชื่อมเข้ากับศูนย์กลางข้อมูลของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น

นอกจากนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังใช้เครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศแบบดอปเปลอร์ย่านความถี่ C-band จำนวน 20 เครื่อง ควบคู่ไปกับเครื่องวัดปริมาณน้ำฝนภาคพื้นดิน เพื่อติดตามความรุนแรงและการเคลื่อนตัวของฝนแบบเรียลไทม์ หากพบสัญญาณผิดปกติ ระบบคอมพิวเตอร์จะประมวลผลทันทีในไม่กี่วินาทีเพื่อประเมินความเสี่ยง
และในปีนี้ ทางการญี่ปุ่นยังปรับปรุง “ระบบเตือนภัยพิบัติ 5 ระดับ” ซึ่งบริหารจัดการโดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่น ฝนตกหนัก น้ำล้นตลิ่ง ดินถล่ม และคลื่นพายุซัดฝั่ง โดยระบบดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2026
ระบบใหม่นี้แบ่งประเภทภัยพิบัติออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
- น้ำท่วมจากแม่น้ำ ครอบคลุมเหตุการณ์น้ำท่วมในแม่น้ำสายหลัก 400 สายทั่วประเทศญี่ปุ่น
- ฝนตกหนัก ครอบคลุมเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในแม่น้ำสายรองที่เกิดขึ้นตามมา รวมถึงน้ำท่วมขังอาคารบ้านเรือน
- ดินถล่ม ครอบคลุมเหตุการณ์ดินถล่มและการไหลหลากของเศษดินหินตามแนวลาดชัน
- คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge) ครอบคลุมกรณีที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเนื่องจากความกดอากาศลดต่ำลง และกรณีที่ลมแรงพัดพาคลื่นซัดเข้าสู่ชายฝั่ง

ระบบเตือนภัยพิบัติ 5 ระดับนี้กำหนดระดับความเร่งด่วนไว้ 5 ระดับ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทราบอย่างชัดเจนว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร หน่วยงานท้องถิ่นจะใช้สีที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละระดับในการแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งการประกาศข่าวสาร ข้อมูลบนเว็บไซต์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์
- ระดับ 1 (คำแนะนำเบื้องต้น (Early Advisory สีขาว): ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติ
- ระดับ 2 (คำแนะนำ (Advisory) สีเหลือง): ควรตรวจสอบขั้นตอนการอพยพ รวมถึงเส้นทางและสิ่งของที่ต้องนำติดตัวไป ในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายลง
- ระดับ 3 (เตือนภัย (Warning) สีแดง): ผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือควรทำการอพยพ ส่วนบุคคลอื่นควรหยุดกิจกรรมตามปกติและเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ
- ระดับ 4 (เตือนภัยเร่งด่วน (Urgent Warning) สีม่วง): เป็นคำสั่งอพยพจากหน่วยงานท้องถิ่นที่ผู้อยู่อาศัยทุกคนต้องปฏิบัติตาม
- ระดับ 5 (เตือนภัยฉุกเฉิน (Emergency Warning) สีดำ): เป็นระดับที่ภัยพิบัติได้เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นในทันที ในขั้นตอนนี้การอพยพอาจเป็นอันตรายได้ ให้ดำเนินการทันทีเพื่อรักษาความปลอดภัยของตัวเองในพื้นที่ที่อยู่
- การเตือนภัยระดับ 4 จำเป็นต้องอพยพ ห้ามรอจนถึงระดับ 5
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นใช้ระบบเตือนภัยฉุกเฉิน เนื่องจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีต การเตือนภัยเรื่องฝนตกหนัก ดินถล่ม และภัยพิบัติอื่นๆ ไม่ได้ผลมากพอที่จะทำให้ผู้คนอพยพหลบภัยโดยทันทีหรือดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหาย แม้ว่าจะออกคำเตือนภัยดังกล่าวซ้ำๆ ก็ตาม
ตัวอย่างเหตุการณ์ไต้ฝุ่นลูกหนึ่งเมื่อเดือนกันยายนปี 2011 ที่พัดถล่มคาบสมุทรคิอิ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน แม้ว่าทางสำนักงานอุตุนิยมวิทยาจะประกาศให้เฝ้าระวังและตื่นตัวต่อภัยพิบัติร้ายแรง หรือเมื่อครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่และสึนามิทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมปี 2011 ทางสำนักงานได้ออกคำเตือนภัยสึนามิใหญ่ แต่คำเตือนภัยเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผู้อยู่อาศัยอพยพหลบภัยได้โดยทันที
จากนั้น ทางสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจึงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเมื่อปี 2013 เพื่อเริ่มใช้ระบบการเตือนภัยฉุกเฉิน โดยมีจุดประสงค์ที่จะสื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงภาวะวิกฤตรุนแรงในแบบที่เข้าใจได้ง่าย และเรียกร้องให้ประชาชนดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องตนเอง
ส่วนของไทยเรามีระบบเตือนภัยล่วงหน้าของกรมทรัพยากรน้ำ สำหรับน้ำหลากและดินถล่ม กรมอุตุมีแผนที่อากาศและภาพถ่ายดาวเทียมฮิมาวาริ และกรมอุตุก็เตือนแล้วตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนว่า ช่วงวันที่ 23–27 กันยายน หลายพื้นที่ของไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ เซลล์บรอดคาสต์เตือนภัยก็มีการแจ้งเตือน
แต่ปัญหาคือ เตือนไม่ทันเวลา เตือนหลังจากน้ำท่วมแล้ว น้ำท่วมตั้งแต่วันศุกร์ แต่มาเตือนเอาตอนวันเสาร์ เวลา 09.22 น.
Photo by YUICHI YAMAZAKI / AFP





