ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) ที่ผ่านมาว่า “สงครามกับอิหร่านจะยุติลง ‘ในเร็ว ๆ นี้’ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม...อิหร่านไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ และพวกเขาจะไม่มีวันได้ครอบครองมัน”
“อิหร่านต้องการที่จะ ‘เปิดการเจรจา’ ในขณะที่สงครามยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 8 แล้ว พวกเขาต้องการพูดคุย และยังคงพยายามติดต่อเข้ามาเพื่อเจรจา” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างว่า “รัฐบาลอิหร่านกำลังเผชิญปัญหารุมเร้าอย่างหนัก จนถึงขั้นไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจ่ายเงินเดือนให้แก่กองทัพทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามที่ยังคงดำเนินอยู่”
ทรัมป์นิยามความขัดแย้งครั้งนี้ว่า “ไม่ใช่สงครามในรูปแบบปกติทั่วไป เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้จ่ายงบประมาณไปน้อยมาก” พร้อมกล่าวปกป้องค่าใช้จ่ายในปฏิบัติการของสหรัฐฯ โดยชี้ว่า “เงินจำนวนดังกล่าวถูกใช้ไป ‘เพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดสิ้นไป’” และแย้งว่า “สิ่งที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการในเวเนซุเอลานั้น สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้อย่างเกินคุ้ม”
การหยุดชะงักของเที่ยวบินทั่วตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง...

สายการบินต่างๆ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตารางบินเพื่อความปลอดภัยจากเหตุการณ์โจมตีสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานหลายครั้งในซาอุดีอาระเบียมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม แม้ว่าท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาดจะพยายามกลับมาเปิดให้บริการบางส่วน ณ อาคารผู้โดยสาร 1 และ 2 เมื่อวันอาทิตย์ (25 ต.ค.) ที่ผ่านมา แต่สายการบินหลายแห่งยังคงตัดสินใจขยายเวลาการระงับเส้นทางบินยาวไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน หรือนานกว่านั้น
ทั้งนี้ กรุงริยาดเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการที่สนามบินถูกโจมตีถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 300 คน และมีผู้เสียชีวิตถึง 17 คน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคต้องออกประกาศเตือนภัยด้านความมั่นคงแก่ชาวอเมริกัน โดยเตือนพลเมือง “ให้ระมัดระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดการยกเลิกเที่ยวบิน การปิดน่านฟ้า และการหยุดชะงักของการเดินทาง” พร้อมทั้งแนะนำให้ “ยกระดับความตื่นตัวขั้นสูงสุดเนื่องจากสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อน”
สายการบินนานาชาติหลายแห่ง รวมถึงเอมิเรตส์ (Emirates), กาตาร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways) และเอทิฮัด (Etihad) ได้ประกาศ ‘ยกเลิก’ เที่ยวบินไปยังจุดหมายปลายทางหลายแห่งในซาอุดีอาระเบียเป็นการชั่วคราว
แม้ว่าเส้นทางบินบางส่วนที่มุ่งหน้าสู่ราชอาณาจักรแห่งนี้จะยังคงเปิดให้บริการอยู่ก็ตาม ขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรก็ได้ยกระดับคำแนะนำการเดินทาง โดยเตือนพลเมือง “ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ทั้งหมดของซาอุดีอาระเบียหากไม่มีความจำเป็นขั้นสูงสุด และห้ามเดินทางไปยังพื้นที่ในรัศมี 10 กิโลเมตรจากชายแดนเยเมนโดยเด็ดขาด”
นอกจากนี้ คำแนะนำล่าสุดยังเตือนให้ “ชาวอังกฤษหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด เนื่องจากสนามบินดังกล่าวยังคงตกเป็นเป้าหมายและมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีเพิ่มเติม”
-สายการบินที่ประกาศระงับเที่ยวบินยาว (ข้ามปี)-
- Singapore Airlines : ยกเลิกเที่ยวบินไป ดูไบ (DXB) ยาวจนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2027
- KLM สายการบินประจำชาติของเนเธอร์แลนด์ : ระงับบินไป ดูไบ (DXB) จนถึง 27 มีนาคม 2027 และระงับบินไป ริยาด (RUH) / ดัมมาม (DMM) จนถึง 27 พฤศจิกายน 2026
- Cathay Pacific สายการบินประจำชาติของฮ่องกง : ระงับบินไป ริยาด (RUH) ยาวจนถึง 31 มกราคม 2027
- Air Canada : ระงับบินไป ดูไบ (DXB) และ เทลอาวีฟ (TLV) จนถึงกลางเดือนมกราคม 2027
- Delta Air Lines สายการบินหลักของสหรัฐฯ : เลื่อนการเปิดเส้นทางบินใหม่ (แอตแลนตา ➔ ริยาด) ออกไปเป็น มีนาคม 2027
-สายการบินที่ระงับเที่ยวบินชั่วคราว (ประเมินสถานการณ์รายเดือน)-
- Lufthansa สายการบินประจำชาติของเยอรมนี : ระงับบินไป ริยาด (RUH) จนถึง 18 พฤศจิกายน 2026 และ ดัมมาม (DMM) จนถึง 30 พฤศจิกายน 2026
- ITA Airways สายการบินประจำชาติของอิตาลี : ระงับบินไป ริยาด (RUH) จนถึง 18 พฤศจิกายน 2026 และ ดูไบ (DXB) จนถึง 30 พฤศจิกายน 2026
- Philippine Airlines : ระงับบินไป ริยาด (RUH) จนถึง 29 พฤศจิกายน 2026
- Scoot สายการบินราคาประหยัดของสิงคโปร์ : ยกเลิกเที่ยวบิน สิงคโปร์ ➔ เจดดาห์ (JED) จนถึง 2 ธันวาคม 2026
- Air India & IndiGo : ระงับบินไปทุกสถานีในซาอุดีอาระเบีย (ริยาด, เจดดาห์, ดัมมาม, เมดินา) จนถึง 14 พฤศจิกายน 2026
- Emirates, Qatar Airways, Etihad : ประกาศยกเลิกและปรับลดเที่ยวบินในบางเส้นทางสู่ซาอุดีอาระเบียเป็นการชั่วคราวตามสถานการณ์ความมั่นคงรายวัน
(Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP)





