“เตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นให้พร้อม”
— คำเตือนจากรัฐบาลหลายประเทศที่แจ้งถึงประชาชน
รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกทั้งในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และทั่วยุโรป ต่างประสานเสียงกระตุ้นให้ประชาชนเร่งกักตุนเสบียงและสิ่งของจำเป็นให้สามารถอยู่รอดได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากภัยสงคราม สภาพอากาศสุดขั้ว การลอบวินาศกรรม และภัยคุกคามทางไซเบอร์
“การยกระดับความพร้อมครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการตั้งรับ และไม่ได้หมายความว่าโลกกำลังจะเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 3”
— เจ้าหน้าที่ระดับสูง กล่าเน้นย้ำ
แม้แต่ละรัฐบาลจะแนะนำระยะเวลาในการกักตุนแตกต่างกัน แต่มาตรฐานส่วนใหญ่คือการเตรียมเสบียงฉุกเฉินให้ยังชีพได้อย่างน้อย 3 วัน ซึ่งเป็นกรอบเวลาสำคัญที่รัฐบาลยุโรปเพิ่งประกาศย้ำเตือนล่าสุด ขณะที่คู่มือสิ่งของจำเป็นกลับตรงกันในระดับสากล โดยทุกประเทศต่างย้ำให้ทุกบ้านเร่งสำรอง อาหารแห้งที่เก็บได้นาน น้ำดื่ม ยารักษาโรค ถ่านไฟฉาย ไฟฉาย และวิทยุ
แคนาดา ญี่ปุ่น เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์ เป็นกลุ่มประเทศล่าสุดที่แนะนำให้ประชาชนสำรองชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับ 72 ชั่วโมง ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปเหนืออย่างสวีเดนและนอร์เวย์ยกระดับการตั้งรับด้วยการแนะให้กักตุนเสบียงนานถึง 1 สัปดาห์ ส่วนเยอรมนีขยับระยะเวลาสูงสุดฉุกเฉินถึง 10 วัน
คำเตือนกักตุนเสบียงนี้ยังครอบคลุมถึงมาตรการเฉพาะพื้นที่ เช่น รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียที่แนะนำให้ประชาชนในเขตเสี่ยงไซโคลนเตรียมยา อาหาร และน้ำดื่มให้พร้อม เช่นเดียวกับเมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ที่สั่งให้ทุกครัวเรือนสำรองเสบียงไว้อย่างน้อย 3 วัน
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยุโรปได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นพิเศษ หลังจากคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดตัว ‘ยุทธศาสตร์สหภาพแห่งความพร้อม’ (Preparedness Union Strategy) เมื่อเดือนมีนาคมปี 2025 เพื่อรับมือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
สหรัฐฯ-อังกฤษ-ญี่ปุ่น ยกระดับความพร้อมรับมือวิกฤต...

นิตยสาร Fortune รายงานว่า “กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังซุ่มพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ลับ ‘FORTRESS’ เพื่อให้ฐานทัพทหารหลักสามารถพึ่งพาตนเองและปฏิบัติการได้นานถึง 90 วันโดยตัดขาดจากภายนอก ผ่านการเสริมระบบพลังงานและคลังเชื้อเพลิงสำรองขั้นสูงสุด”
ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมออกประกาศเตือนภัยฉุกเฉินอย่างเป็นทางการทันทีที่ ‘ทบวงจัดการภัยพิบัติแห่งใหม่’ ของประเทศเปิดทำการในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งประกาศดังกล่าวจะกระตุ้นให้แต่ละครัวเรือนเตรียมพร้อมรับมือให้ได้อย่างน้อย 3 วัน หรือทางที่ดีที่สุดคือ ‘1 สัปดาห์’
สอดคล้องกับฝั่งสหภาพยุโรปที่ชู ‘ยุทธศาสตร์สหภาพแห่งความพร้อม’ แนะประชาชนต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ไม่ต่ำกว่า 72 ชั่วโมงยามเกิดเหตุฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ประกาศฟื้นฟูแคมเปญ ‘Be Ready’ (เตรียมพร้อม) อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นให้แต่ละครัวเรือนกักตุนสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอสำหรับระยะเวลา 3 วัน ในกรณีที่ระบบบริการสาธารณะต่าง ๆ ถูกตัดขาด
“ยามเกิดวิกฤต เจ้าหน้าที่กู้ภัยอาจไม่สามารถเข้าถึงทุกคนได้ในทันที ทุกบ้านจึงจำเป็นต้องมีเสบียงเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองได้ในระยะสั้น”
— เหล่ารัฐมนตรี กล่าว
มาตรการเร่งด่วนนี้เกิดขึ้นหลังจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 ของอังกฤษ ชี้ชัดว่า “ประเทศกำลังเผชิญภัยคุกคามหลักจากการก้าวร้าวของรัสเซีย การโจมตีทางไซเบอร์ และการลอบวินาศกรรม”
ถอดรหัสลางเตือนภัย : ทำไมต้อง “72 ชั่วโมง?”

เหตุผลที่รัฐบาลทั่วโลกปักหมุดเวลา 72 ชั่วโมง เป็นเพราะช่วงเวลา 3 วันแรกคือ ‘นาทีชีวิต’ ที่ระบบสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา หรืออินเทอร์เน็ต มักจะถูกตัดขาดจากเหตุภัยพิบัติ สภาพอากาศสุดขั้ว หรือการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งในช่วงชั่วโมงแรก ๆ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจำเป็นต้องทุ่มกำลังไปกับภารกิจวิกฤต เช่น การอพยพผู้ประสบภัยและการพยุงระบบโรงพยาบาล ทำให้ประชาชนทั่วไปต้องพึ่งพาเสบียงของตัวเองไปพลางก่อน
นอกจากนี้ กรอบเวลา 72 ชั่วโมง ยังเป็นเป้าหมายที่ทำได้จริง ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันก็เป็นระยะเวลาที่หลายครอบครัวสามารถจัดการได้ ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายและพื้นที่จัดเก็บ นอกจากนี้ คำแนะนำดังกล่าวยังสะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภัยคุกคามจากรัฐศัตรู การโจมตีทางไซเบอร์ และการลอบวินาศกรรม
“การโจมตีระบบดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารโจมตีในรูปแบบดั้งเดิม” เจ้าหน้าที่ของอังกฤษ เตือน
ส่วนประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการเตรียมพร้อมรับมือเหตุแผ่นดินไหวมาอย่างยาวนาน มองว่า “ระยะเวลา 3 วันคือ ‘ขั้นต่ำที่สุด’” และทางที่ดี แต่ละครัวเรือนควรสำรองเสบียงให้เพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์หากเป็นไปได้
สงครามโลกครั้งที่ 3 กำลังจะเกิดขึ้นจริงหรือ...

ไม่มีหลักฐานใด ๆ บ่งชี้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 กำลังจะเกิดขึ้น...การที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นต่างมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป โดยในสหรัฐฯ จะมุ่งเน้นไปที่ความพร้อมรับมือทางทหาร ขณะที่ในญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเป็นหลัก ส่วนกลุ่มประเทศบริเวณชายแดนฝั่งตะวันออกของนาโต (NATO) จะตื่นตัวเป็นพิเศษต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งกับรัสเซีย
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้...จึงไม่ใช่การประสานเสียงเพื่อเตือนภัยสงครามโลกอย่างที่หลายคนตื่นตระหนก
การเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้มีความหมายเดียวกับการคาดการณ์ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง เพราะการรอให้วิกฤตเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยเริ่มรับมือ จะทำให้ทั้งภาครัฐและภาคครัวเรือนมีทางเลือกในการจัดการลดลง
สำหรับประชาชนทั่วไป คำแนะนำนั้นเข้าใจง่ายและตรงไปตรงมาคือ การสำรองน้ำดื่ม อาหาร และยารักษาโรคให้เพียงพอสำหรับ 2-3 วัน รู้ช่องทางการรับแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ และเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติตนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในท้องถิ่น





