ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ความยาว 37 นาทีต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา โดยใช้เวทีนี้สร้างความชอบธรรมและชี้แจงเหตุผลในการเผชิญหน้าทางทหารกับอิหร่านว่า “การที่สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่านนั้นช่วยปกป้องโลกให้พ้นจากภัยคุกคามของอาวุธนิวเคลียร์”
ทรัมป์อ้างว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ สามารถสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ พร้อมทั้งเตือนอย่างดุดันว่า “สหรัฐฯ พร้อมที่จะ ‘ทำลายล้าง’ อิหร่านให้สิ้นซาก หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคาดการณ์ว่ารัฐบาลของเขาจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้ หลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน แต่ในระหว่างนี้ เขาได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการคว่ำบาตรและโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจ เพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
“ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ ระหว่างการยอมทำข้อตกลงเพื่อให้โอกาสอิหร่านได้ฟื้นฟูประเทศให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม หรือผมจะเลือกทำลายล้างอิหร่านอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้พวกเขาไปเข่นฆ่าผู้คนและทำลายประเทศอื่นได้อีก”
— ทรัมป์ กล่าวถึงเรื่องที่เขากำลังตัดสินใจอยู่
หลังจากนั้น ทรัมป์ได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า “เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ร่วมประชุมกับคณะผู้แทนอิหร่านเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา ซึ่งผลการพูดคุยเป็นไปด้วยดีมาก” แต่ต่อมา ทรัมป์ได้ออกมาแก้ข่าวให้ชัดเจนขึ้นว่า “สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเรด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของรัฐบาล ไม่ได้เจอคนของรัฐบาลอิหร่านโดยตรง แต่เป็นการเจรจาผ่าน ‘คนกลาง’ เท่านั้น”
“วันนี้ (22 ก.ย.) สตีฟและจาเรดได้ประชุมร่วมกับตัวแทนของฝั่งอิหร่าน ซึ่งเป็นเพียงแค่คนกลางเท่านั้น และผลการหารือก็ออกมาน่าพึงพอใจมาก หลังจากนี้เรามาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในช่วงเริ่มต้นการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้นำประเทศอ่าวอาหรับที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ
นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นวาระที่สองเมื่อปีที่แล้ว เขาได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อระเบียบโลกผ่านนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าว ทั้งการร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน การสั่งบุกเวเนซุเอลาจนจับกุมผู้นำประเทศได้ และการขู่ที่จะเข้ายึดครองดินแดนกรีนแลนด์
“สหรัฐฯ จำเป็นต้องแผ่อิทธิพลและควบคุมพื้นที่ซีกโลกตะวันตกอย่างเด็ดขาด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ร้ายแรงใด ๆ ขึ้นมาได้อีก...การดำเนินการของเราในเวเนซุเอลา คือหลักฐานที่พิสูจน์ว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ภัยคุกคามใด ๆ เข้ามาฝังรากลึกในซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป ในขณะที่คนอื่นเอาแต่พูดถึงสันติภาพ แต่ผมคือคนที่ลงมือสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจริง”
— ทรัมป์ อธิบาย
อย่างไรก็ดี ทรัมป์ได้ปัดตกข้อกังวลของเหล่านักวิเคราะห์ที่มองว่า หากพรรครีพับลิกันแพ้เลือกตั้งกลางเทอมและสูญเสียการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสให้พรรคเดโมแครต จะทำให้เขาขาดอำนาจต่อรองและเผชิญข้อจำกัดในการทำสงคราม โดยทรัมป์ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางทหารของเขาอย่างแน่นอน
“สิ่งที่กลุ่มผู้นำในกรุงเตหะรานไม่เข้าใจก็คือ ผมไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว ผมผ่านจุดนั้นมาแล้วและคว้าชัยชนะมาได้อย่างถล่มทลาย ซึ่งการชนะอย่างยิ่งใหญ่ครั้งนั้นทำให้ผมจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปอีก 2 ปีครึ่ง”
— ทรัมป์ กล่าว
(Photo by TIMOTHY A. CLARY / AFP)





