บทเรียน ‘แหลมฉบัง’ ประตูรับขยะพิษ วิกฤตความยั่งยืนที่ไทยต้องเร่งอุดช่องโหว่

28 ต.ค. 2569 - 06:55

  • ไทยสกัดขบวนการขยะพิษข้ามชาติ ศุลกากรผนึก DSI ตรวจแหลมฉบัง จ่อเช็กบิลขบวนการทำลายสิ่งแวดล้อม

  • สถิติ 3 ปี นำเข้าเศษโลหะพุ่ง 7.8 ล้านตัน เสี่ยงแฝงขยะอันตรายและมลพิษตกค้างกระทบสุขภาพ

  • รื้อหลุมพรางมายาคติการรีไซเคิล แค่บรรเทาปลายเหตุ ซ้ำสร้างมลพิษ-ไมโครพลาสติก

บทเรียน ‘แหลมฉบัง’ ประตูรับขยะพิษ วิกฤตความยั่งยืนที่ไทยต้องเร่งอุดช่องโหว่

ไทยสกัดขยะพิษข้ามชาติ ศุลกากรผนึก DSI สุ่มตรวจแหลมฉบัง จ่อเช็กบิลขบวนการทำลายสิ่งแวดล้อม ชี้จุดเปลี่ยนประเทศไทยไม่ยอมเป็น “ถังขยะโลก”

ภาพการบูรณาการลงพื้นที่ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นำโดย พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อเปิดปฏิบัติการสุ่มตรวจตู้คอนเทนเนอร์กลุ่มเสี่ยงที่ลักลอบซุกซ่อน ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย’ ปลอมปนมากับสินค้านำเข้า ไม่เพียงแต่เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

แต่นี่คือสัญญาณเตือนภัยในระดับสีแดงที่ย้ำเตือนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าใกล้การเป็น “ถังขยะโลก” (Global Garbage Dump) ในทุกขณะ

green-space-laem-chabang-toxic-waste-crisis-thailand-SPACEBAR-Photo03.jpg

สถิติ 3 ปี 7.8 ล้านตัน วงจรนำเข้าเศษโลหะและความเสี่ยงมลพิษข้ามแดน

ข้อมูลชุดล่าสุดจากกรมศุลกากรเปิดเผยสถิติการนำเข้าเศษโลหะของประเทศไทยย้อนหลัง 3 ปี (พ.ศ. 2567–2569) ที่สะท้อนถึงตัวเลขอันน่าตกใจ โดยไทยมีการนำเข้าเศษโลหะรวมกันสูงถึง 7.82 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 213,094 ล้านบาท ผ่านตู้คอนเทนเนอร์มากถึง 391,393 ตู้

หากพิจารณาเป็นรายปี จะเห็นอัตราการเติบโตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

◦                                 ปี 2567 นำเข้า 1.97 ล้านตัน (มูลค่า 59,513 ล้านบาท)

◦                                 ปี 2568 นำเข้า 2.67 ล้านตัน (มูลค่า 72,405 ล้านบาท)

◦                                 ปี 2569 นำเข้าสูงถึง 3.18 ล้านตัน (มูลค่า 81,175 ล้านบาท)

green-space-laem-chabang-toxic-waste-crisis-thailand-SPACEBAR-Photo02.jpg

สำหรับหมวดพิกัดที่มีการนำเข้ามากที่สุดคือ เศษเหล็ก (พิกัด 7204) ที่ครองอันดับ 1 เมื่อพิจารณาในแง่ของปริมาณน้ำหนักและจำนวนตู้สินค้า ขณะที่ เศษอะลูมิเนียม (พิกัด 7602) ครองสัดส่วนถึง 2.13 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงสุดถึง 134,240 ล้านบาท  และเศษทองแดง (พิกัด 7404)

แม้ในทางเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขนี้จะสะท้อนความต้องการวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปและการรีไซเคิล แต่ในมิติสิ่งแวดล้อม นี่คือความเสี่ยงซ้อนทับ เพราะกระบวนการหลอม คัดแยก และหลบเลี่ยงการสำแดงขยะพิษที่ปะปนมา มักทิ้งสารตกค้าง Heavy Metals และก๊าซพิษสู่อากาศและแหล่งน้ำของชุมชนโดยรอบ

วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ ต้องเร่งประสานไปยัง กรมควบคุมมลพิษ ในฐานะหน่วยงานต้นเรื่อง ให้เร่งรัดผลักดัน กฎหมายสั่งห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างเด็ดขาด เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย ขณะเดียวกันกรมศุลกากรได้เตรียมส่งรายชื่อ 7 บริษัทต้องสงสัย ให้แก่ DSI เพื่อรับเป็นคดีพิเศษ และเตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินคดีฐานฟอกเงินหากพบความผิดจริง

วังวนของ “จีน” อดีตถังขยะโลกที่ไทยต้องเรียนรู้

บทเรียนเรื่องขยะข้ามแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ หากหมุนเข็มนาฬิกากลับไปก่อนปี 2561 (ค.ศ. 2018) ประเทศจีน เคยเป็นผู้นำเข้าขยะพลาสติกและของเสียจากทั่วโลกมากกว่า 45% ของปริมาณขยะข้ามแดนทั้งหมดจนได้รับฉายาว่า “ถังขยะโลก”

ทว่า ผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศ มลพิษทางน้ำ และวิกฤตสาธารณสุขเรื้อรัง ทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจประกาศนโยบาย National Sword สั่งห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและของเสียสิ่งแวดล้อม 24 ประเภทอย่างเด็ดขาด ในปี 2561

การปิดประตูของจีนในวันนั้นไม่ได้ทำให้ขยะของประเทศพัฒนาแล้วลดลง แต่เป็นการผลักภาระมลพิษ ให้นานาชาติย้ายหมุดหมายมายังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่มีกฎหมายและมาตรการตรวจสอบที่เคร่งครัดรัดกุมน้อยกว่า

คำถามสำคัญคือ ไทยจะเจริญรอยตามจีนในอดีตจนกลายเป็นถังขยะโลกใบใหม่ หรือจะใช้โอกาสนี้เร่งปิดประตูทางกฎหมายแบบที่จีนเคยทำสำเร็จ?

green-space-laem-chabang-toxic-waste-crisis-thailand-SPACEBAR-Photo01.jpg

เปิด 3 หลุมพรางทางความคิดเรื่องการ “รีไซเคิล”

สังคมส่วนใหญ่มักถูกฝังหัวด้วยความเชื่อว่า “การรีไซเคิลคือทางออกที่ดีที่สุดของสิ่งแวดล้อม” แต่นักวิชาการด้านความยั่งยืนชี้ให้เห็นว่า นี่คือหลุมพรางทางความคิด เพราะแท้จริงแล้วการรีไซเคิลเป็นเพียงการบรรเทาปลายเหตุ และอาจสร้างมลพิษชุดใหม่ขึ้นมาแทน

“รีไซเคิล” ไม่ใช่ทางแก้...แต่แค่บรรเทา

vietnam-recycling-villages-pollution-health-crisis-1.jpeg

สถิติ 9% กับความเป็นจริงเรื่องประเภทพลาสติก

สถิติโลกจาก OECD และ UNEP ระบุตรงกันว่า พลาสติกที่ถูกผลิตทั่วโลกราว 350–400 ล้านตันต่อปี มีเพียง 9% เท่านั้นที่ถูกนำมารีไซเคิลจริง ส่วนอีก 19% ถูกนำไปเผาทำลาย และสูงถึง 72% ถูกนำไปฝังกลบหรือเล็ดลอดสู่ธรรมชาติ

ขณะที่ข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ไทยมีขยะพลาสติก 2.7–2.88 ล้านตันต่อปี นำมารีไซเคิลได้เพียงราว 25% (ส่วนใหญ่เป็นขวด PET) ที่เหลืออีก 75% ปล่อยสู่หลุมฝังกลบหรือรั่วไหล นอกจากนี้ พลาสติกหลายประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์หลายชั้น (Multilayer) หรือถุงพลาสติกบาง ไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้ในทางปฏิบัติ

ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ และภาวะ Downcycling

การรีไซเคิลมีต้นทุนสูง ทั้งการเก็บรวบรวม การคัดแยก การล้างปนเปื้อน และการขนส่ง ในหลายช่วงเวลา ราคาเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ที่ผลิตจากฟอสซิลกลับมีราคาถูกกว่าเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ที่สำคัญ พลาสติกที่ผ่านการรีไซเคิลส่วนใหญ่จะมีคุณภาพต่ำลง (Downcycling) ไม่สามารถนำกลับมาทำบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารแบบเดิมได้ วงจรชีวิตของมันจึงไม่ได้เป็นวงกลมสมบูรณ์ แต่เป็นเพียงการยืดเวลาทิ้งให้ช้าลงเท่านั้น

ดาบสองคม-ไมโครพลาสติกและมลพิษจากโรงงานรีไซเคิล

กระบวนการรีไซเคิลเองใช้พลังงานฟอสซิลสูงและปล่อยมลพิษมหาศาล งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Hazardous Materials Advances เดือนพฤษภาคม ปี 2023 โดยนักวิจัยจาก University of Strathclyde ตรวจพบว่า น้ำเสียจากโรงงานรีไซเคิลในสหราชอาณาจักรมี “ไมโครพลาสติกปนเปื้อนสูงถึง 13%” โดยประเมินว่าน้ำเสียเพียง 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถปล่อยไมโครพลาสติกออกสู่สิ่งแวดล้อมได้มากถึง 7.5 หมื่นล้านชิ้น ยังไม่นับรวมไอระเหยของสารเคมีกัดกร่อนที่ใช้ล้างฉลากและคราบปนเปื้อน

บทสรุปไทยต้องปิดก๊อกน้ำ...ก่อนน้ำล้นถัง

ปฏิบัติการล้างขยะพิษที่ท่าเรือแหลมฉบัง และการเร่งผลักดันกฎหมายห้ามนำเข้าเศษโลหะ เศษยางของกรมควบคุมมลพิษ คือก้าวสำคัญในการปกป้องประเทศไทยจากการตกเป็น “ถังขยะโลก”

แต่ในภาพใหญ่ระดับโครงสร้าง สังคมต้องก้าวข้ามหลุมพรางความคิดที่ว่า “รีไซเคิลแล้วจบกัน” เพราะตราบใดที่อัตราการผลิตพลาสติกและของเสียยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ การหวังพึ่งการรีไซเคิลก็ไม่ต่างอะไรจากการพยายามเอาผ้ามาเช็ดน้ำที่ไหลเอิ่งบนพื้นอย่างเหน็ดเหนื่อย ทั้งๆ ที่ก๊อกน้ำยังคงเปิดทิ้งไว้อยู่

ดังนั้น ทางออกที่แท้จริงของความยั่งยืน จึงไม่ใช่แค่การจัดการขยะที่ปลายทาง แต่คือการหยุดการนำเข้าขยะข้ามแดนอย่างเด็ดขาด ลดการผลิตและการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Redesign & Reduce) และบังคับใช้กฎหมายกับขบวนการลักลอบอย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศไทยจะกลายเป็นหลุมฝังกลบของโลกโดยไม่รู้ตัว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์