โลกเดือดของจริง!! ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ รอบนี้กำลังบอกอะไรกับประเทศไทย?

16 มิ.ย. 2569 - 09:54

  • NOAA ยืนยันโลกเข้าเอลนีโญแล้ว เสี่ยงรุนแรงสุดในรอบ 76 ปี และอาจผลักปี 2027 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

  • ผศ.ดร.ธรณ์ เผยไทยเผชิญอากาศสุดขั้วต่อเนื่อง ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน พายุรุนแรง และวิกฤตระบบนิเวศทางทะเล

  • รศ.ดร.เสรี ชี้กรุงเทพฯ เสี่ยง Heat Index แตะ 54°C นักวิชาการเตือนผลกระทบต่อสุขภาพ ระบบไฟฟ้า และเศรษฐกิจเมือง

โลกเดือดของจริง!! ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ รอบนี้กำลังบอกอะไรกับประเทศไทย?

เอลนีโญกลับมาอีกครั้ง แต่ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

การยืนยันอย่างเป็นทางการของ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ  (NOAA )ว่าโลกได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว ไม่ใช่เพียงข่าวด้านอุตุนิยมวิทยา หากแต่เป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางทรัพยากรทั่วโลก เพราะปรากฏการณ์ที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกครั้งนี้ อาจกลายเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลเมื่อปี 1950 

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อนจากการสะสมก๊าซเรือนกระจก การมาถึงของเอลนีโญเปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้กับระบบภูมิอากาศที่ร้อนจัดอยู่แล้ว ทำให้ความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุรุนแรง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาคของโลก

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลไม่ใช่แค่ความรุนแรงของเอลนีโญ แต่คือการเกิดขึ้นของเอลนีโญในยุคที่อุณหภูมิโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว ทำให้ผลกระทบของปรากฏการณ์ธรรมชาติครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าที่โลกเคยเผชิญในอดีต

green-space-noaa-july-2026-el-nino-80-percent-risk-SPACEBAR-PhotoSQ01.png

เมื่อมหาสมุทรร้อนขึ้น โลกทั้งใบจึงปั่นป่วน

เอลนีโญ เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกอุ่นกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนบรรยากาศในระดับโลก

ความร้อนจำนวนมหาศาลที่สะสมอยู่ในมหาสมุทรจะถูกปลดปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เพิ่มพลังงานให้กับระบบอากาศทั่วโลก จนเกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ตั้งแต่คลื่นความร้อนยาวนาน ภัยแล้งรุนแรง ฝนตกหนัก ไปจนถึงพายุที่มีกำลังทำลายล้างสูงกว่าเดิม 

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สามารถเกิดพร้อมกันในหลายทวีป สร้างแรงกดดันต่อระบบอาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจโลกในเวลาเดียวกัน

green-space-noaa-july-2026-el-nino-80-percent-risk-SPACEBAR-Thumbnail.png

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจึงคาดการณ์ว่า หากเอลนีโญครั้งนี้พัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงตามที่แบบจำลองส่วนใหญ่ประเมิน หรือที่เรียกว่าซูเปอร์เอลนีโญ ปี 2027 มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก

ไทยอาจไม่ได้เผชิญแค่ “ภัยแล้ง” แต่ต้องเจอ “สภาพอากาศสุดขั้ว”

สำหรับประเทศไทย ภาพจำเกี่ยวกับเอลนีโญมักเชื่อมโยงกับภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ แต่ข้อมูลล่าสุดจากนักวิชาการไทยสะท้อนว่า ความเสี่ยงในรอบนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นในทะเลจีนใต้จะเพิ่มพลังงานให้กับพายุหมุนเขตร้อน ทำให้มีโอกาสเกิดไต้ฝุ่นมากกว่าปกติ และหากเคลื่อนผ่านเวียดนามเข้าสู่ไทย อาจนำไปสู่น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในอีกด้านหนึ่ง ภาคใต้ของไทยอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูท่องเที่ยว ขณะที่ภาคเกษตรต้องรับมือกับผลผลิตที่ลดลงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ

นี่คือความท้าทายสำคัญของยุคโลกร้อน เพราะภัยแล้งและน้ำท่วมสามารถเกิดขึ้นในปีเดียวกัน หรือแม้แต่ในพื้นที่เดียวกันได้ จากความผันผวนของระบบภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น

sustainability-super-el-nino-global-climate-risk-thailand-drought-outlook-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

กรุงเทพฯ กับความเสี่ยง “ร้อนจนเป็นอันตราย”

หนึ่งในสัญญาณเตือนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดมาจาก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ซึ่งประเมินว่า หากเอลนีโญพัฒนาไปสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ประเทศไทยอาจเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ 1.5-2.5 องศาเซลเซียสในช่วงปี 2570

กรุงเทพมหานครถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) อาจซ้ำเติมผลกระทบจากเอลนีโญ โดยอุณหภูมิอากาศอาจแตะ 39-41 องศาเซลเซียส ขณะที่ค่าดัชนีความร้อน หรือ Heat Index ซึ่งสะท้อนความร้อนที่ร่างกายรู้สึกจริง อาจสูงถึง 50-54 องศาเซลเซียส

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงความไม่สบายตัว แต่เป็นระดับที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมแดด (Heat Stroke) การเสียชีวิตจากความร้อน และการลดประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานกลางแจ้งอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมาก อาจกลายเป็นความท้าทายต่อระบบพลังงานของประเทศ

วิกฤตที่แท้จริง...คือความไม่พร้อม

แม้คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือ “ก็อดซิลลาเอลนีโญ” จะสร้างความกังวลให้กับสังคม แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากย้ำตรงกันว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว หากคือการใช้ข้อมูลพยากรณ์ที่มีอยู่เพื่อเตรียมรับมืออย่างจริงจัง

บทเรียนจากอดีตชี้ว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเปราะบางของสังคม ระบบบริหารจัดการ และการขาดการเตรียมพร้อม

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เอลนีโญอาจทำงานร่วมกับภาวะโลกร้อนอย่างเต็มกำลัง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เอลนีโญจะรุนแรงแค่ไหน?” แต่เราต้องมองให้ไกลกว่านั้นว่า “ประเทศไทยพร้อมรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นและแปรปรวนขึ้นแค่ไหน?”

หากการคาดการณ์เป็นจริง ปี 2570 อาจไม่ใช่เพียงปีที่ร้อนที่สุดอีกปีหนึ่งของโลก ทว่า ยังเป็นบททดสอบสำคัญของความสามารถในการปรับตัวของไทยต่อยุคสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของศตวรรษนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์