แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา จุดคำถาม ‘โลกร้อน’ กำลังเปลี่ยนโลกใต้เท้าเราหรือไม่?

25 มิ.ย. 2569 - 18:01

  • แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ญี่ปุ่น และแคลิฟอร์เนียในวันเดียวกัน เป็นเหตุการณ์ที่ "ไม่เชื่อมโยงกัน" ทางธรณีวิทยา

  • นักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบหลักฐานว่า Climate Change ทำให้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

  • งานวิจัยใหม่พบว่า การละลายของธารน้ำแข็งและการเปลี่ยนแปลงมวลน้ำ อาจกระตุ้นการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในบางพื้นที่ได้

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา จุดคำถาม ‘โลกร้อน’ กำลังเปลี่ยนโลกใต้เท้าเราหรือไม่?

แผ่นดินไหวเกี่ยวอะไรกับ Climate Change?

เมื่อโลกสั่นสะเทือนพร้อมกันหลายทวีป มีหลายคนพุ่งเป้ามาที่ผลกระทบโลกร้อน แต่ขอตอบตรงนี้ก่อนเลยว่า “แผ่นดินไหว” ไม่ใช่ผลพวงของโลกร้อนโดยตรง ทว่า โลกที่ร้อนขึ้นอาจกำลังเปลี่ยนกฎของธรรมชาติ มีงานวิจัยล่าสุดพบว่า “โลกร้อน” อาจมีบทบาทต่อความเสี่ยงทางธรณีวิทยามากกว่าที่เคยเชื่อ

เหตุการณ์ล่าสุดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.5 และ 7.2 ที่เขย่าเวเนซุเอลา ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ญี่ปุ่นเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 6.9 และรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงเกิดข้อสังเกตว่า โลกกำลังส่งสัญญาณผิดปกติหรือไม่?

คำตอบจากนักแผ่นดินไหววิทยาส่วนใหญ่คือ “ไม่”

ดร.ลูซี โจนส์ นักแผ่นดินไหววิทยาจากคาลเทค อธิบายว่าแผ่นดินไหวทั้งสามเหตุการณ์เกิดขึ้นบนระบบรอยเลื่อนและขอบแผ่นเปลือกโลกคนละชุดกัน การเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศหนึ่งไม่ได้ทำให้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกฟากหนึ่งของโลกโดยอัตโนมัติ 

สิ่งที่ดูเหมือนความเชื่อมโยง จึงเป็นเพียงความบังเอิญทางเวลา มากกว่าความสัมพันธ์ทางธรณีวิทยา แต่เมื่อคำถามเปลี่ยนจาก “แผ่นดินไหวเชื่อมโยงกันหรือไม่” ไปสู่ “Climate Change เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวหรือไม่” คำตอบกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก


photo-story-powerful-earthquakes-rock-venezuela-SPACEBAR-Photo04 (1).jpg

แผ่นดินไหว...ไม่ได้เกิดจากโลกร้อน

ในทางวิทยาศาสตร์ แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมและปลดปล่อยพลังงานตามแนวรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก กระบวนการนี้ดำเนินต่อเนื่องมาหลายล้านปีและเป็นกลไกพื้นฐานของโลก

แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระดับ 7-9 แมกนิจูด ไม่ว่าจะเกิดในญี่ปุ่น ชิลี อินโดนีเซีย เมียนมา หรือเวเนซุเอลา ล้วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเป็นหลัก

จนถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบหลักฐานว่า ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุโดยตรงของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เหล่านี้

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ หากถามว่า แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาเกิดจาก Climate Change หรือไม่? คำตอบคือ “ไม่ใช่”

photo-story-powerful-earthquakes-rock-venezuela-SPACEBAR-Hero.jpg

แต่โลกที่ร้อนขึ้นอาจกำลังเปลี่ยนแรงกดบนเปลือกโลก

แม้จะไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรง แต่งานวิจัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเข้าไปเปลี่ยน “ความเค้น” (Stress) ที่กระทำต่อเปลือกโลกได้ หนึ่งในกลไกที่ได้รับการศึกษามากที่สุดคือ “การละลายของธารน้ำแข็ง”

เมื่อน้ำแข็งขนาดมหาศาลละลาย น้ำหนักที่เคยกดทับเปลือกโลกจะหายไป ทำให้เปลือกโลกค่อยๆ ยกตัวกลับในกระบวนการที่เรียกว่า Isostatic Rebound

การยกตัวดังกล่าวอาจเปลี่ยนสมดุลแรงเค้นบนรอยเลื่อนที่มีอยู่เดิม และในบางกรณีอาจช่วยกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กหรือเพิ่มกิจกรรมทางธรณีวิทยาได้

พื้นที่ที่นักวิทยาศาสตร์จับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ อลาสกา และบางส่วนของยุโรปเหนือ ซึ่งกำลังสูญเสียมวลน้ำแข็งจำนวนมากจากภาวะโลกร้อน

หลักฐานใหม่จากเทือกเขามงบล็อง

หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ตีพิมพ์ในวารสาร Earth and Planetary Science Letters นักวิจัยศึกษาข้อมูลแผ่นดินไหวในบริเวณเทือกเขามงบล็อง (Mont Blanc Massif) บริเวณพรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลี ย้อนหลังนานกว่า 15 ปี

ผลการศึกษาพบว่า หลังคลื่นความร้อนรุนแรงในปี 2015 จำนวนแผ่นดินไหวขนาดเล็กในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีความสัมพันธ์กับน้ำละลายจากหิมะและธารน้ำแข็งที่ซึมลงสู่รอยเลื่อนใต้ดิน

นักวิจัยระบุว่านี่อาจเป็นหลักฐานเชิงสังเกตการณ์ชุดแรกที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับกิจกรรมแผ่นดินไหวในพื้นที่ภูเขาสูง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ไม่ใช่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระดับทำลายล้าง

เมื่อ “น้ำ” กลายเป็นตัวแปรสำคัญ

นอกจากธารน้ำแข็งแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงของมวลน้ำในรูปแบบต่างๆ สามารถส่งผลต่อเปลือกโลกได้เช่นกัน ทั้งฝนตกหนักผิดปกติ น้ำท่วมขนาดใหญ่ การสูบน้ำใต้ดิน หรือการกักเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ล้วนสามารถเปลี่ยนแรงดันในชั้นหินใต้ดินได้

ในบางกรณี รอยเลื่อนที่อยู่ในภาวะใกล้แตกหักอยู่แล้วอาจถูกกระตุ้นให้เคลื่อนตัวเร็วขึ้น

ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Reservoir-Induced Seismicity หรือแผ่นดินไหวที่เกี่ยวข้องกับอ่างเก็บน้ำ ขณะเดียวกัน งานวิจัยในเขตรอยแยกแอฟริกาตะวันออกยังพบว่า การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในทะเลสาบขนาดใหญ่สามารถส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนและกิจกรรมแมกมาใต้พิภพได้เช่นกัน

จาก Climate Change สู่ Climate-Driven Geohazards

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปในวงการวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความเข้าใจว่า “โลกร้อนทำให้เกิดแผ่นดินไหว” แต่เป็นการตระหนักว่า ระบบภูมิอากาศและระบบธรณีวิทยาอาจเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคยคิด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยเริ่มใช้คำว่า “Climate-Driven Geohazards” หรือภัยพิบัติทางธรณีวิทยาที่ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่ดินถล่ม หินถล่ม การพังทลายของธารน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงเสถียรภาพของภูเขา ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมแผ่นดินไหวและภูเขาไฟในบางพื้นที่

โลกยังไม่พบคำตอบสุดท้าย

สำหรับแผ่นดินไหวใหญ่ในเวเนซุเอลา คำอธิบายยังคงอยู่ที่การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ไม่ใช่ Climate Change แต่ในขณะเดียวกัน งานวิจัยจำนวนมากขึ้นกำลังบอกเราว่า โลกที่ร้อนขึ้นไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่ออากาศ มหาสมุทร หรือระบบนิเวศเท่านั้น มันอาจกำลังเข้าไปเปลี่ยนสมดุลของโลกใต้เท้าเราอย่างช้าๆ ด้วย

และแม้วันนี้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สามารถพูดได้ว่า “โลกร้อนทำให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่” แต่คำตอบที่เคยเป็น “ไม่เกี่ยวกันเลย” กำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็น “อาจเกี่ยวข้องกันในบางเงื่อนไข” มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมนุษยชาติพร้อมรับมือความเสี่ยงรูปแบบใหม่เหล่านี้แล้วหรือยัง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์