แผ่นดินไหวเกี่ยวอะไรกับ Climate Change?
เมื่อโลกสั่นสะเทือนพร้อมกันหลายทวีป มีหลายคนพุ่งเป้ามาที่ผลกระทบโลกร้อน แต่ขอตอบตรงนี้ก่อนเลยว่า “แผ่นดินไหว” ไม่ใช่ผลพวงของโลกร้อนโดยตรง ทว่า โลกที่ร้อนขึ้นอาจกำลังเปลี่ยนกฎของธรรมชาติ มีงานวิจัยล่าสุดพบว่า “โลกร้อน” อาจมีบทบาทต่อความเสี่ยงทางธรณีวิทยามากกว่าที่เคยเชื่อ
เหตุการณ์ล่าสุดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.5 และ 7.2 ที่เขย่าเวเนซุเอลา ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ญี่ปุ่นเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 6.9 และรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงเกิดข้อสังเกตว่า โลกกำลังส่งสัญญาณผิดปกติหรือไม่?
คำตอบจากนักแผ่นดินไหววิทยาส่วนใหญ่คือ “ไม่”
ดร.ลูซี โจนส์ นักแผ่นดินไหววิทยาจากคาลเทค อธิบายว่าแผ่นดินไหวทั้งสามเหตุการณ์เกิดขึ้นบนระบบรอยเลื่อนและขอบแผ่นเปลือกโลกคนละชุดกัน การเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศหนึ่งไม่ได้ทำให้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกฟากหนึ่งของโลกโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ดูเหมือนความเชื่อมโยง จึงเป็นเพียงความบังเอิญทางเวลา มากกว่าความสัมพันธ์ทางธรณีวิทยา แต่เมื่อคำถามเปลี่ยนจาก “แผ่นดินไหวเชื่อมโยงกันหรือไม่” ไปสู่ “Climate Change เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวหรือไม่” คำตอบกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก
.jpg&w=3840&q=75)
แผ่นดินไหว...ไม่ได้เกิดจากโลกร้อน
ในทางวิทยาศาสตร์ แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมและปลดปล่อยพลังงานตามแนวรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก กระบวนการนี้ดำเนินต่อเนื่องมาหลายล้านปีและเป็นกลไกพื้นฐานของโลก
แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระดับ 7-9 แมกนิจูด ไม่ว่าจะเกิดในญี่ปุ่น ชิลี อินโดนีเซีย เมียนมา หรือเวเนซุเอลา ล้วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเป็นหลัก
จนถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบหลักฐานว่า ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุโดยตรงของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เหล่านี้
กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ หากถามว่า แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาเกิดจาก Climate Change หรือไม่? คำตอบคือ “ไม่ใช่”

แต่โลกที่ร้อนขึ้นอาจกำลังเปลี่ยนแรงกดบนเปลือกโลก
แม้จะไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรง แต่งานวิจัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเข้าไปเปลี่ยน “ความเค้น” (Stress) ที่กระทำต่อเปลือกโลกได้ หนึ่งในกลไกที่ได้รับการศึกษามากที่สุดคือ “การละลายของธารน้ำแข็ง”
เมื่อน้ำแข็งขนาดมหาศาลละลาย น้ำหนักที่เคยกดทับเปลือกโลกจะหายไป ทำให้เปลือกโลกค่อยๆ ยกตัวกลับในกระบวนการที่เรียกว่า Isostatic Rebound
การยกตัวดังกล่าวอาจเปลี่ยนสมดุลแรงเค้นบนรอยเลื่อนที่มีอยู่เดิม และในบางกรณีอาจช่วยกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กหรือเพิ่มกิจกรรมทางธรณีวิทยาได้
พื้นที่ที่นักวิทยาศาสตร์จับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ อลาสกา และบางส่วนของยุโรปเหนือ ซึ่งกำลังสูญเสียมวลน้ำแข็งจำนวนมากจากภาวะโลกร้อน
หลักฐานใหม่จากเทือกเขามงบล็อง
หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ตีพิมพ์ในวารสาร Earth and Planetary Science Letters นักวิจัยศึกษาข้อมูลแผ่นดินไหวในบริเวณเทือกเขามงบล็อง (Mont Blanc Massif) บริเวณพรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลี ย้อนหลังนานกว่า 15 ปี
ผลการศึกษาพบว่า หลังคลื่นความร้อนรุนแรงในปี 2015 จำนวนแผ่นดินไหวขนาดเล็กในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีความสัมพันธ์กับน้ำละลายจากหิมะและธารน้ำแข็งที่ซึมลงสู่รอยเลื่อนใต้ดิน
นักวิจัยระบุว่านี่อาจเป็นหลักฐานเชิงสังเกตการณ์ชุดแรกที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับกิจกรรมแผ่นดินไหวในพื้นที่ภูเขาสูง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ไม่ใช่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระดับทำลายล้าง
เมื่อ “น้ำ” กลายเป็นตัวแปรสำคัญ
นอกจากธารน้ำแข็งแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงของมวลน้ำในรูปแบบต่างๆ สามารถส่งผลต่อเปลือกโลกได้เช่นกัน ทั้งฝนตกหนักผิดปกติ น้ำท่วมขนาดใหญ่ การสูบน้ำใต้ดิน หรือการกักเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ล้วนสามารถเปลี่ยนแรงดันในชั้นหินใต้ดินได้
ในบางกรณี รอยเลื่อนที่อยู่ในภาวะใกล้แตกหักอยู่แล้วอาจถูกกระตุ้นให้เคลื่อนตัวเร็วขึ้น
ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Reservoir-Induced Seismicity หรือแผ่นดินไหวที่เกี่ยวข้องกับอ่างเก็บน้ำ ขณะเดียวกัน งานวิจัยในเขตรอยแยกแอฟริกาตะวันออกยังพบว่า การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในทะเลสาบขนาดใหญ่สามารถส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนและกิจกรรมแมกมาใต้พิภพได้เช่นกัน
จาก Climate Change สู่ Climate-Driven Geohazards
สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปในวงการวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความเข้าใจว่า “โลกร้อนทำให้เกิดแผ่นดินไหว” แต่เป็นการตระหนักว่า ระบบภูมิอากาศและระบบธรณีวิทยาอาจเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคยคิด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยเริ่มใช้คำว่า “Climate-Driven Geohazards” หรือภัยพิบัติทางธรณีวิทยาที่ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่ดินถล่ม หินถล่ม การพังทลายของธารน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงเสถียรภาพของภูเขา ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมแผ่นดินไหวและภูเขาไฟในบางพื้นที่
โลกยังไม่พบคำตอบสุดท้าย
สำหรับแผ่นดินไหวใหญ่ในเวเนซุเอลา คำอธิบายยังคงอยู่ที่การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ไม่ใช่ Climate Change แต่ในขณะเดียวกัน งานวิจัยจำนวนมากขึ้นกำลังบอกเราว่า โลกที่ร้อนขึ้นไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่ออากาศ มหาสมุทร หรือระบบนิเวศเท่านั้น มันอาจกำลังเข้าไปเปลี่ยนสมดุลของโลกใต้เท้าเราอย่างช้าๆ ด้วย
และแม้วันนี้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สามารถพูดได้ว่า “โลกร้อนทำให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่” แต่คำตอบที่เคยเป็น “ไม่เกี่ยวกันเลย” กำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็น “อาจเกี่ยวข้องกันในบางเงื่อนไข” มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมนุษยชาติพร้อมรับมือความเสี่ยงรูปแบบใหม่เหล่านี้แล้วหรือยัง




