ยกระดับพันธมิตร! สหรัฐฯ จับมือญี่ปุ่นตั้งโรงงานผลิตขีปนาวุธขั้นสูงร่วมกัน หวังสกัดอิทธิพลทหารจีนในเอเชีย

29 ต.ค. 2569 - 17:12

  • สหรัฐฯ และญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงในการจัดตั้งโรงงานในประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิตขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางขั้นสูงร่วมกัน ท่ามกลางความกังวลต่อการขยายอิทธิพลทางทหารอย่างก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคเอเชีย

  • ขีปนาวุธที่จะผลิตขึ้นภายใต้โครงการความร่วมมือร่วมกันที่มีชื่อรหัสว่า ‘ปฏิบัติการซูเปอร์ชาร์จ’ นั้น ถือเป็นอาวุธที่ ‘จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของทั้งสองประเทศ

  • “จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ มีความชัดเจนพอที่จะส่งสัญญาณไปยังทั้งมิตรและศัตรูว่า สหรัฐฯ พร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและชาติพันธมิตรอย่างเต็มที่” รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำชัด

ยกระดับพันธมิตร! สหรัฐฯ จับมือญี่ปุ่นตั้งโรงงานผลิตขีปนาวุธขั้นสูงร่วมกัน หวังสกัดอิทธิพลทหารจีนในเอเชีย

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงในการจัดตั้งโรงงานในประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิตขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางขั้นสูง (AMRAAM) ร่วมกัน ท่ามกลางความกังวลของสองพันธมิตรต่อการขยายอิทธิพลทางทหารอย่างก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคเอเชีย    

ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ประกาศเรื่องดังกล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อคืนวันพุธ (28 ต.ค.) ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเซบู ภาคกลางของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้หารือกับ พีท เฮกเซท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมประจำปีของรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนร่วมกับประเทศคู่เจรจาหลักจากเอเชียและชาติตะวันตก 

การประชุมประจำปีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งครั้งใหญ่ในภูมิภาคและเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง แต่นอกรอบการประชุมนี้กลับมักเป็นพื้นที่เปิดฉากฉะฝีปากกันระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ-จีนและชาติพันธมิตรอยู่บ่อยครั้ง 

“ขีปนาวุธที่จะผลิตขึ้นภายใต้โครงการความร่วมมือร่วมกันที่มีชื่อรหัสว่า ‘ปฏิบัติการซูเปอร์ชาร์จ’ (Operation Supercharge) นั้น ถือเป็นอาวุธที่ ‘จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของทั้งสองประเทศ และมีประจำการอยู่ในกองทัพญี่ปุ่นเช่นกัน”

— โคอิซูมิ ระบุ แต่เขาไม่ได้ขยายความ หรือเปิดเผยรายละเอียดอื่น ๆ ของข้อตกลงนี้เพิ่มเติม  

ในระหว่างการหารือระยะสั้นร่วมกับเฮกเซทที่จังหวัดเซบู โคอิซูมิกล่าวว่าเขา “มีความรู้สึกร่วมกันถึงสถานการณ์วิกฤต...ต่อสภาพแวดล้อมในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และเราได้ตกลงที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามและการตอบโต้ของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” 

“เราได้เน้นย้ำร่วมกันอีกครั้งถึงความสำคัญของระเบียบระหว่างประเทศที่เสรีและเปิดกว้างบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม ซึ่งจะปฏิเสธความพยายามใด ๆ ก็ตามในการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ (Status Quo) โดยฝ่ายเดียว ผ่านการใช้กำลัง การข่มขู่คุกคาม หรือวิธีการอื่น ๆ” โคอิซูมิ กล่าว แต่ยังคงสงวนท่าทีโดยระบุว่า “ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ชาติใด”  

ระหว่างการหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ซึ่งนำโดย กิลเบอร์โต เตโอโดโร จูเนียร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพ เฮกเซท รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้ตอกย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันมาโดยตลอดในการช่วยเหลือป้องปรามการแผ่ขยายอิทธิพลและการก้าวร้าวในภูมิภาค ภายใต้หลักการยุทธศาสตร์ที่เฮกเซทอธิบายว่า “แข็งแกร่ง สงบนิ่ง และชัดเจน” ซึ่งเน้นการลงมือทำมากกว่าการปะทะคารมหน้าฉาก และหลีกเลี่ยงการพาดพิงถึงจีนโดยตรงเช่นเดียวกัน 

“จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ มีความชัดเจนพอที่จะส่งสัญญาณไปยังทั้งมิตรและศัตรูว่า สหรัฐฯ พร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและชาติพันธมิตรอย่างเต็มที่”

— เฮกเซท ย้ำชัด 

นอกจากนี้ เฮกเซทยังให้คำมั่นกับฟิลิปปินส์ ชาติพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดในเอเชียว่า “รัฐบาลทรัมป์จะสร้างระบบป้องปรามที่แข็งแกร่งเพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลอย่างก้าวร้าวของจีนในทะเลจีนใต้”  ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด หลังเกิดเหตุปะทะคารมและเผชิญหน้ากันทางทะเลระหว่างกองเรือยามฝั่งของจีนและฟิลิปปินส์บ่อยครั้งในพื้นที่พิพาททับซ้อน ซึ่งมีหลายชาติสมาชิกอาเซียนและไต้หวันร่วมอ้างสิทธิ์อยู่ด้วย

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกโรงเตือนว่า “สหรัฐฯ มีพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาที่จะต้องเข้าปกป้องฟิลิปปินส์ หากกองกำลัง เรือ หรือเครื่องบินของฟิลิปปินส์ถูกโจมตีด้วยอาวุธ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ในทะเลจีนใต้ด้วย” 

ขณะเดียวกัน จีนก็ยังคงเปิดศึกอีกด้านกับญี่ปุ่นในทะเลจีนตะวันออก โดยทั้งสองฝ่ายต่างเปิดฉากฉะคารมตอบโต้กันปมการรุกล้ำน่านน้ำรอบหมู่เกาะพิพาทขนาดเล็กที่ญี่ปุ่นถือครองสิทธิ์อยู่ในปัจจุบัน และต่างฝ่ายต่างมักจะกล่าวหาอีกฝ่ายว่าล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตทางทะเลของตนอยู่บ่อยครั้ง 

(Photo by Yuichi YAMAZAKI / AFP) 

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์