การแข่งขันด้านอาวุธที่ทวีความรุนแรงขึ้นกำลังเกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างทดสอบขีปนาวุธซึ่งกันและกัน และเกาหลีเหนือเร่งพัฒนาหัวรบที่อานุภาพร้ายแรงยิ่งขึ้น รวมถึงโดรนโจมตี และอาวุธใหม่ๆ อื่นๆ เพื่อคุกคามเกาหลีใต้
เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือดในเชิงทหาร นับตั้งแต่สงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่ไม่มั่นคงนัก โดยที่เกาหลีเหนือหันไปใช้อาวุธนิวเคลียร์หลังจากกลุ่มโซเวียตล่มสลายลง ขณะนี้ เกาหลีเหนือกำลังยกระดับกองกำลังแบบดั้งเดิมของตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย ซึ่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในช่วงที่เกิดสงครามในยูเครน
รัสเซียมอบห้องปฏิบัติการสำหรับการสู้รบจริงให้แก่เกาหลีเหนือ เพื่อใช้ทดสอบอาวุธและกำลังพล เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับอาวุธและกำลังพลจากเกาหลีเหนือ และยังเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพขีปนาวุธและพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการทำสงครามด้วยโดรน
The New York Times ระบุว่า กองทัพเกาหลีเหนืออาจส่งโดรนราคาประหยัดจำนวนมหาศาลเข้าโจมตีในรูปแบบฝูงบิน เพื่อเอาชนะระบบป้องกันภัยที่มีราคาสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของเกาหลีใต้และกองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้ในอนาคตอันใกล้
ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นตามแนวชายแดนระหว่างสองเกาหลีสร้างบรรยากาศที่น่ากังวลให้กับการสะสมกำลังทางทหารในภูมิภาคนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเริ่มเสริมความแข็งแกร่งบริเวณแนวชายแดนอย่างหนัก โดยมีการติดตั้งอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงขึ้น รวมถึงการเพิ่มรั้วลวดหนาม สิ่งกีดขวางคอนกรีต และสนามทุ่นระเบิดเข้าไปอีก
ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลังจากทหารเกาหลีใต้ 3 นายได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดของเกาหลีเหนือที่เกาหลีใต้อ้างว่าฝังอยู่ทางตอนใต้ของเขตแดนที่ยังไม่มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนเมื่อเดือนที่แล้ว นับตั้งแต่นั้นสองเกาหลีก็ยิงเตือนใส่กันและต่างข่มขู่ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางทหาร
เหตุการณ์โต้กลับไปมาในเดือนนี้ ก็เผยให้เห็นถึงคลังอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทั้งสองประเทศต่างสะสมไว้ตลอดแนวชายแดนของตัวเอง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีการเสริมกำลังทางทหารหนาแน่นที่สุดในโลกอยู่แล้ว
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธที่อ้างว่าสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ จากบริเวณชายฝั่งตะวันออก มุ่งหน้าไปยังน่านน้ำระหว่างภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซียกับเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น โดยคิมจองอึนไปดูการทดสอบครั้งนั้นด้วยตัวเอง
เจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นประเมินว่า ขีปนาวุธเดินทางเป็นระยะทาง 692 โลเมตร แต่เกาหลีเหนือระบุว่า ขีปนาวุธบินไปได้ไกลถึง 999.4 กิโลเมตร

เกาหลีเหนือเยาะเย้ยฝ่ายตรงข้ามที่ติดตามหัวรบดังกล่าวไม่ได้ โดยอ้างว่า หัวรบนั้นมีการเคลื่อนที่อย่างกะทันหันและไม่สม่ำเสมอในลักษณะ “เป็นคลื่น” ขณะบินด้วยความเร็วเหนือเสียงหลายเท่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมเฉพาะตัวของขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (hypersonic missile) เกาหลีเหนือระบุว่า “นั่นหมายความว่าไม่มีทางที่จะหลบหลีกการโจมตีนี้ได้เลย”
“การยิงอาวุธของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแสดงกำลังเท่านั้น แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียงของเกาหลีเหนือก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว”
— ชินจงอู เลขาธิการสภาความมั่นคงและการป้องกันประเทศแห่งเกาหลีในกรุงโซล
โดยปกติแล้ว เกาหลีใต้จะตอบโต้การทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือด้วยแถลงการณ์สั้นๆ ประณามว่าเป็นการกระทำที่ยั่วยุ แต่ 5 วันหลังจากเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ เกาหลีใต้ก็ทดสอบยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงของตัวเองเป็นครั้งแรก โดยมีประธานาธิบดี อีแจ-มยอง ร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งบ่งชี้ว่า เกาหลีใต้เริ่มรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ
ผลประโยชน์จากรัสเซีย
ระหว่างการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงของเกาหลีเหนือ คิมจองอึนกำชับให้กองทัพเกาหลีเหนือ “ทำให้ศัตรูตระหนักซ้ำๆ ถึงความน่าเชื่อถือและอานุภาพในการสังหาร” ของอาวุธเหล่านี้
เกาหลีเหนือสร้างความก้าวหน้าเช่นนี้ได้ก็เพราะได้รับข้อมูลอันมีค่าจากสมรภูมิและผลตอบรับจากการเข้าไปช่วยรัสเซียรบในยูเครน
— แอนตัน โปโนมาเรนโก นักวิจัยจาก Pacific Forum ผู้ติดตามความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ
โปโนมาเรนโกยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ความแม่นยำและความสามารถในการหลบหลีกที่เพิ่มขึ้นของหัวรบเหล่านี้นับเป็นภัยคุกคามที่ “รุนแรงยิ่งขึ้น” ต่อเกาหลีใต้
ความร่วมมือกับรัสเซียยังช่วยให้เกาหลีเหนือพัฒนาขีดความสามารถด้านโดรนแบบใหม่ขึ้นมาได้อีกด้วย เกาหลีเหนือเรียนรู้จากความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลางว่า โดรนราคาถูกสามารถเอาชนะระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีราคาแพงได้
ระหว่างที่เกาหลีเหนือซ้อมรบเมื่อเดือนที่แล้ว ฝูงโดรนโจมตีเกาะเป้าหมาย ขณะที่ขีปนาวุธร่อนและขีปนาวุธข้ามทวีปโจมตีพร้อมกันจากหลายทิศทาง ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมกล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้ว ยุทธวิธีที่พัฒนาขึ้นของเกาหลีเหนือจะบีบให้เกาหลีใต้และพันธมิตรต้องออกแบบระบบป้องกันภัยทางอากาศใหม่ด้วยต้นทุนมหาศาล

ความร่วมมือด้านโดรนขยายตัวอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า รัสเซียว่าจ้างแรงงานชาวเกาหลีเหนือจำนวน 12,000 คนให้มาทำงานในโรงงานผลิตโดรนรุ่น “เยอราน-2” (Geran-2) ในสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และยังส่งเจ้าหน้าที่ไปเกาหลีเหนือเพื่อฝึกอบรมผู้ควบคุมโดรนด้วย
กลุ่มติดตามมาตรการคว่ำบาตรเตือนเมื่อเดือนที่แล้วว่า ความต้องการแรงงานจากเกาหลีเหนือของรัสเซียในภาคส่วนต่างๆ ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพิ่มความเสี่ยงที่เทคโนโลยีทางทหารที่สำคัญจะตกไปอยู่ในมือเกาหลีเหนือ
ผลที่ตามมาเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ภาพถ่ายจากการเยือนโรงงานผลิตโดรนของคิมจองอึนเมื่อเดือนที่แล้วบ่งชี้ว่า เกาหลีเหนือเริ่มผลิตโดรนจำนวนมากแล้ว
“เราจะได้เห็นความไม่สมดุลมากยิ่งขึ้นระหว่างการโจมตีต้นทุนต่ำและการป้องกันต้นทุนสูง” ฮงมิน นักวิเคราะห์จากสถาบันเพื่อการรวมชาติเกาหลีในกรุงโซลเผย
ต่างคนต่างกลัวอีกฝ่ายโจมตี
แม้ก่อนที่เกาหลีเหนือจะเริ่มได้รับการช่วยเหลือจากรัสเซีย กองทัพเกาหลีเหนือก็พยายามทำให้อาวุธของตัวเองถูกตรวจจับถูกโจมตีได้ยากขึ้นอยู่แล้ว โดยทดสอบขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำและแท่นยิงเคลื่อนที่ที่ซ่อนอยู่ในอุโมงค์ นอกจากนี้ยังเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงเหลวเป็นเชื้อเพลิงแข็งเพื่อลดเวลาในการเตรียมการยิงขีปนาวุธลงอย่างมาก
คิมยองโฮ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์ประจำกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เผยว่า ในขณะที่เกาหลีเหนือยังคงพัฒนาขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง โดยขีปนาวุธบางรุ่นสามารถติดตั้งได้ทั้งหัวรบแบบปกติและหัวรบนิวเคลียร์ “จึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่เราจะจำแนกประเภทของหัวรบหรือเจตนาเบื้องหลังการโจมตีได้ โดยอาศัยเพียงข้อมูลจากการยิงขีปนาวุธนั้นๆ เท่านั้น”
ขณะที่เกาหลีใต้ยังต้องพึ่งพาฐานทัพสหรัฐฯ และคลังอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องปรามการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เกาหลีใต้ไม่ได้มุ่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง แต่เลือกที่จะรับมือกับขีดความสามารถในการโจมตีที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีเหนือ ด้วยการเสริมสร้างอาวุธแบบดั้งเดิมเพื่อสร้างสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ดุลยภาพแห่งความหวาดกลัว” (balance of fear) ซึ่งหมายถึง การยกระดับยุทธศาสตร์สามด้านเพื่อตอบโต้การโจมตีที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การชิงโจมตีก่อน การป้องกันด้วยระบบขีปนาวุธ และการตอบโต้อย่างรุนแรงเต็มรูปแบบ
ในวันที่เกาหลีใต้ทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงลูกแรก สำนักงานของประธานาธิบดีลีได้เผยแพร่ภาพถ่ายของเขาขณะตรวจสอบอาวุธใหม่ล่าสุดอีกชิ้นหนึ่ง คือ ขีปนาวุธฮยอนมู-5 โดยมีรายงานว่า ขีปนาวุธนี้บรรทุกหัวรบทำลายบังเกอร์หนัก 8 ตัน ที่สามารถเจาะทะลุที่หลบภัยใต้ดินลึกเพื่อสังหารผู้นำของศัตรูได้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ The New York Times เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดี อีแจ-มยอง กล่าวถึงขีดความสามารถในการตอบโต้ด้วยอาวุธทั่วไปของเกาหลีใต้ว่า “น่าจะเป็นหนึ่งในขีดความสามารถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก”
“ต่อให้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเหล่านั้นก็จะเป็นเพียงมาตรการป้องกันตัวในสถานการณ์สุดท้ายเท่านั้น หากนำไปใช้ในเชิงรุก ก็เท่ากับเป็นการนำเกาหลีเหนือไปสู่การทำลายตนเอง”
— อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้
เกาหลีใต้ใช้เครื่องบินลาดตระเวนและดาวเทียมโดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของขีปนาวุธเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังคงรักษาความเหนือกว่าทางอากาศและทางทะเล ในขณะที่เกาหลีเหนือพึ่งพาเครื่องบินรุ่นเก่าจากยุคโซเวียตเป็นส่วนใหญ่ และความสามารถของเรือพิฆาตที่สร้างใหม่ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
เกาหลีใต้ได้ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งในต่างแดนเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อีแจ-มยองกล่าวว่า ในช่วงที่เกิดสงครามในยูเครนและอิหร่าน ผู้นำจากต่างประเทศต่างเร่งจัดหาขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศจากเกาหลีใต้ โดยมีประเทศหนึ่งถึงกับส่งเครื่องบินขนส่งสินค้ามารับขีปนาวุธเหล่านั้นโดยตรงจากสายการผลิตเลยทีเดียว
เกาหลีเหนือส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหารดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรในปี 2023 แม้ว่าเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้จะมองว่า เทคโนโลยีนั้นยังอยู่ในขั้นพื้นฐานก็ตาม อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือกำลังไล่ตามทันในหลายๆ ด้าน ทำให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธแบบไล่ล่ากันไปมา
4 วันหลังจากอีแจ-มยองตรวจสอบดาวเทียมฮยอนมู-5 เกาหลีเหนือก็ยิงขีปนาวุธที่นักวิเคราะห์ระบุว่า เป็นขีปนาวุธทำลายบังเกอร์ ซึ่งสามารถบรรทุกน้ำหนักได้ 2.5 ตัน ซึ่งถือว่าใหญ่ผิดปกติสำหรับขีปนาวุธพิสัยใกล้

นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมระบุว่า ปัจจุบันเกาหลีเหนือมีขีดความสามารถบางด้านเหนือกว่าเกาหลีใต้แล้ว โดยเมื่อเร็วๆ นี้ การทดสอบโดรนของกองทัพเกาหลีใต้ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดหลายครั้ง ซึ่งโดรนเหล่านั้นตกหลังจากขึ้นบินได้ไม่นาน
นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังเปิดเผยโครงสร้างตัวเรือของสิ่งที่ระบุว่าเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของประเทศ ในขณะที่เกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับเรือดำน้ำในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเกาหลีใต้หวังว่าจะสร้างให้สำเร็จภายในช่วงกลางทศวรรษที่ 2030
เกาหลีใต้ตอบสนองต่อภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือด้วยการเพิ่มงบประมาณด้านการทหารในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมจาก 2.8% เป็น 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยถือเป็นพันธมิตรรายแรกของสหรัฐฯ ที่กำหนดเป้าหมายในระดับนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้บรรดาพันธมิตรลดการพึ่งพากองกำลังสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ลามี คิม ประธานฝ่ายเกาหลีของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ในลอนดอนเผยว่า ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดจากเกาหลีเหนืออาจไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เกาหลีใต้ด้วยซ้ำ หากรัสเซียช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีสหรัฐฯ โดยตรงด้วยหัวรบนิวเคลียร์ นี่อาจทำให้สหรัฐฯ คิดทบทวนเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเกาหลีใต้
“สิ่งนี้จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของการป้องปรามระยะไกลของสหรัฐฯ เนื่องจากเมืองต่างๆ ของสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์เพื่อปกป้องเกาหลีใต้” คิมกล่าว
Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP





