เหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ในจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดหลายราย ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงคำว่า “บ้านคือจุดเริ่มต้น” ในแง่ของการนำปืนของผู้ปกครองมาใช้ก่อเหตุในโรงเรียนได้อย่างง่ายดาย
ที่สหรัฐฯ ซึ่งเกิดเหตุเด็กนักเรียนกราดยิงในโรงเรียนบ่อยครั้ง มีการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการเข้าถึงอาวุธปืนของเด็ก ที่เรียกว่า Child Access Prevention Laws หรือ CAP Laws ที่กำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้ใหญ่ หากเด็กเข้าถึงอาวุธปืนที่ไม่ได้เก็บรักษาอย่างปลอดภัย หรืออาวุธปืนถูกเก็บไว้ในลักษณะที่เด็กมีโอกาสเข้าถึงได้
จากการศึกษาวิจัยของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางอย่าง Secret Service เมื่อปี 2019 ที่ตรวจสอบเหตุการณ์กราดยิงโรงเรียนระดับอนุบาล-มัธยมศึกษาจำนวน 41 เหตุการณ์ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2008-2017 พบว่า ครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนที่พวกเขาศึกษา ปืนที่ใช้เป็นปืนที่หาได้ง่ายที่บ้าน หรือไม่ได้เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย และ 76% ของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้ปืนมาจากบ้านของตนเองหรือบ้านของญาติสนิท

การป้องกันเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนจึงต้องเริ่มต้นจากที่บ้าน งานวิจัยของ Giffords Law Center to Prevent Gun Violence และ Everytown for Gun Safety ระบุตรงกันว่า เมื่อการจัดเก็บอาวุธปืนในครัวเรือนไม่มีมาตรการที่รัดกุม บ้านจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงที่ลุกลามไปสู่โรงเรียนและพื้นที่สาธารณะ หลายมลรัฐในสหรัฐฯ จึงหันมาตรากฎหมายป้องกันเด็กเข้าถึงอาวุธปืน เพื่อกำหนดมาตรฐานการเก็บรักษาปืน ควบคู่กับการกำหนดความรับผิดทางอาญาของผู้ครอบครองอย่างเข้มงวด
จากการวิเคราะห์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 โดยนักวิจัยจาก RAND Corporation ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและสถาบันวิจัยที่ไม่แสวงหาผลกำไร พบว่า ใน 27 รัฐและวอชิงตัน ดี.ซี. มีการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการเข้าถึงอาวุธปืนของเด็ก แม้ว่ารายละเอียดจะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ อาทิ
- ระดับเคร่งครัด (Negligence) เจ้าของปืนจะมีความผิดทันทีหากจัดเก็บปืนไม่ปลอดภัยในจุดที่เด็กมีโอกาสหรือสามารถเข้าถึงปืนได้ แม้ว่าเด็กคนนั้นจะยังไม่ได้นำปืนไปยิงหรือทำอันตรายใครก็ตาม เกณฑ์ที่เข้มงวดที่สุดนี้ใช้บังคับในรัฐแคลิฟอร์เนีย แมสซาชูเซตส์ มินนิโซตา และแมริแลนด์
- ระดับทั่วไป (Reckless) เจ้าของปืนจะมีความผิดก็ต่อเมื่อเด็กสามารถเข้าถึงปืนได้จริง หรือนำปืนนั้นไปก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตแล้วเท่านั้น
- ในบางรัฐ เช่น ยูทาห์ จะกำหนดความรับผิดทางอาญาเฉพาะเมื่อผู้เยาว์ได้รับปืนจากผู้ใหญ่โดยตรงเท่านั้น
รัฐมิสซูรีเป็นรัฐแรกที่บังคับใช้กฎหมายป้องกันการเข้าถึงปืนของเด็กในปี 1981 รัฐมิชิแกนผ่านกฎหมายนี้เมื่อปี 2023 หลังเกิดเหตุนักเรียนวัย 15 ปีกราดยิงเพื่อนเสียชีวิต 4 คนในโรงเรียนมัธยมออกซ์ฟอร์ด
กฎหมายของรัฐมิชิแกนกำหนดให้ผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าของอาวุธปืนและมีเด็กอาศัยอยู่ด้วยต้องเก็บรักษาอาวุธปืนอย่างปลอดภัย หากเด็กในรัฐมิชิแกนได้ปืนที่ไม่ได้เก็บรักษาอย่างปลอดภัยและนำไปฆ่าผู้อื่น เจ้าของปืนจะต้องถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมร้ายแรงและอาจถูกจำคุกสูงสุด 15 ปี และปรับสูงสุด 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยอาจมีโทษเบาลงหากเด็กเป็นผู้ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ
กรณีตัวอย่างมีมากมาย เช่น ปลายปี 2021 พ่อแม่ของเด็กชายวัย 15 ปีที่ก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อนนักเรียน 4 คนที่โรงเรียนมัธยมออกซ์ฟอร์ดในรัฐมิชิแกนตอนใต้ ถูกตั้งข้อหาในคดีแยกกันคนละ 4 กระทงในข้อหาฆ่าคนโดยไม่เจตนา ไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงกัน
อัยการกล่าวหาว่า พวกเขาไม่จัดหาความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตให้แก่ลูกชาย และไม่เก็บรักษาปืนที่ใช้ในการก่อเหตุไว้ให้ปลอดภัย ต้นปี 2024 พวกเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในทุกข้อหา และแต่ละคนถูกตัดสินจำคุกอย่างน้อย 10 ปี ทั้งคู่เป็นพ่อแม่คู่แรกในสหรัฐฯ ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาหลังจากลูกก่อเหตุกราดยิง
มาตรฐานการจัดเก็บปืนที่ปลอดภัยภายใต้กฎหมาย CAP
แนวปฏิบัติที่เป็นสากลและได้รับการยอมรับในการลดอุบัติเหตุและความรุนแรงในครัวเรือน มีดังนี้
- ปลดกระสุนเสมอ: ต้องไม่เก็บปืนในลักษณะที่บรรจุกระสุนพร้อมยิง
- ล็อกปืน: ใช้กล่องนิรภัย (Gun Safe) ตู้ล็อกรหัส หรือใช้อุปกรณ์ล็อกไกปืน (Trigger Lock / Cable Lock)
- แยกกระสุน: เก็บลูกกระสุนแยกต่างหากจากตัวปืน และต้องล็อกตู้เก็บกระสุนแยกด้วย
- ซ่อนกุญแจ/รหัส: ห้ามให้เด็กทราบที่ซ่อนกุญแจหรือรหัสผ่านของตู้เซฟเด็ดขาด
ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายป้องกันการเข้าถึงอาวุธปืนของเด็กกับเหตุกราดยิงในโรงเรียนยังไม่ชัดเจน ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตจากการกราดยิงในโรงเรียนระหว่างปี 1991–2013 ที่เผยแพร่ในวารสาร The University of Chicago Journals พบหลักฐานเพียงเล็กน้อยว่ากฎหมาย CAP สามารถยับยั้งการเสียชีวิตจากการกราดยิงที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนได้
แต่ที่แน่ๆ คือ งานวิจัยจากสถาบันสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health พบว่า กฎหมาย CAP ส่งผลให้การพกพาอาวุธปืนเข้ามาในสถานศึกษาของนักเรียนลดลง 18.5% และลดเหตุข่มขู่หรือทำร้ายกันด้วยอาวุธภายในโรงเรียนลงได้ถึง 19% เนื่องจากกฎหมายได้กระตุ้นให้เจ้าของปืนเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใช้อุปกรณ์ล็อกปืน และแยกเก็บเครื่องกระสุนออกจากตัวปืนอย่างรัดกุม
Photo by Maine gun safety coalition





